ชี้ซักฟอกค้ามนุษย์-ปิดเกมรัฐบาล – วันที่ 24 ก.พ. นายโอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 125 ที่ผ่านมาว่า ฝ่ายค้านทำได้ดี สามารถชี้ประเด็นความล้มเหลว ในการบริหารของรัฐบาล โดยเฉพาะแง่การบริหารเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤต ที่สำคัญคือการขยายประเด็นเรื่องโรฮิงยา หรือตั๋วช้างภาค 2 เรื่องนี้สะเทือนรัฐบาลพอสมควร ดูได้จากหลังนายรังสิมันต์ โรม ส.ส.พรรคก้าวไกล อภิปราย รัฐบาลพยายามไม่ตอบคำถาม ไม่ชี้แจง แต่บอกว่าที่อภิปราย เป็นความเท็จ

แต่ขึ้นอยู่กับการวางยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้าน ทั้งก้าวไกลและ เพื่อไทยต้องจับประเด็นนี้ร่วมกันขย่มรัฐบาลต่อ แต่ดูท่าทีพรรค เพื่อไทยจะไม่เล่นด้วยทั้งที่เป็นประเด็นอ่อนไหวและสามารถ ล้มรัฐบาลได้ ซึ่งจะไปต่อได้ก็ต่อเมื่อพรรคเพื่อไทยมาร่วมมือกับพรรคก้าวไกลสานต่อ โดยร่วมมือกับภาคประชาสังคม เอ็นจีโอและปลุกมวลชนให้เห็นความสำคัญเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีนี้คิดว่าเป็นประเด็นที่สามารถล้มรัฐบาลได้ ถ้าสร้างประเด็นร่วมต่อสาธารณะได้เพื่อไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจในเดือนเม.ย. และพ.ค.ที่จะถึงนี้ ถือเป็นการปิดเกมเลย

ที่พรรคก้าวไกลยื่นร้องป.ป.ช.สอบ 5 รัฐมนตรี กรณีการปกปิดเรื่องโรคระบาดในหมู, สถานีกลางบางซื่อที่เชื่อว่ามีเรื่อง ผลประโยชน์ทับซ้อน รวมทั้งเรื่องน้ำมันรั่วที่จ.ระยอง นั้น สามารถยื่นได้แต่ถามว่าประชาชนจะมีความรู้สึกร่วมด้วยหรือไม่ จะล้มรัฐบาลได้หรือไม่ เรื่องที่จะทำให้รัฐบาลไปต่อไม่ได้ต้องเป็นประเด็นสาธารณะ ที่มีกระแสความรู้สึกจากประชาชนร่วมด้วย เช่นกรณีสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียว ต้องสร้างอารมณ์ร่วมคนในสังคม หรือเรื่องน้ำมันรั่วลงทะเลที่ จ.ระยอง ประชาชน ต้องรู้สึกว่ารั่วแล้วรั่วอีกโดยไม่แยแสต่อความเป็นอยู่ของชาวประมงพื้นบ้าน หรือผู้ประกอบกิจกการในท้องถิ่น ละเลยการบริหาร โดยขาดความรับผิดชอบ

ประเด็นที่คิดว่าฝ่ายค้านควรนำไปขยายผลต่อในเวทีซักฟอก ต้องเป็นเรื่องที่สังคมจับตาอย่างกรณีตั๋วช้างภาค 2 ต้องขยายต่อ ฉะนั้นพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลต้องมาเป็นพันธมิตรร่วมกันขยายประเด็นนี้ พรรคเพื่อไทยต้องกล้าจะสู้กับเรื่องนี้ด้วย และเรื่องสำคัญที่มีผลกระทบต่อชีวิตและปากท้อง เรื่องรถไฟฟ้าก็เกี่ยวกับความล้มเหลวในการบริหาร การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ก็ใช่ แต่ต้องให้ประชาชนมีความรู้สึกร่วมด้วย ประเด็นที่จะเชื่อมไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจต้องสร้างความรู้สึกร่วมของผู้คนในสังคม จะทำให้รัฐบาลหวั่นไหวมาก แล้วไปกระทบกับพรรคร่วมรัฐบาลได้ ถ้าพรรคร่วมดูแล้วไปไม่ไหวประเมินแล้วอาจถอนตัวก็ได้ ให้นึกภาพตอนช่วง ส.ป.ก.4-01 นายชวน หลีกภัย เป็นนายกฯขณะนั้น ต้องยุบสภาเพราะคนในสังคมไม่เห็นด้วย ประชาชนรู้สึกว่ารัฐบาลทำไม่ถูก

ส่วนการปรับครม.นั้นในทางการเมือง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จำเป็นต้องปรับ ครม.ได้แล้ว ถ้าจะไปต่อหรือถ้าคิดว่า จะคุมเกมให้ไปจนถึงการประชุมเอเปก ไปจนผ่านงบประมาณประจำปี 2566 รัฐบาลต้องปรับครม.เพื่อลดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล และเพื่อใช้ตำแหน่งนั้นๆมาสร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลในระยะสุดท้าย เพราะการว่างไว้อย่างนี้ไม่มีประโยชน์ และพล.อ.ประยุทธ์ ต้องวางท่าทีที่แข็งกร้าวลง ทั้งกับ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หรือพรรคร่วมรัฐบาลที่ต้องการต่อรองตำแหน่งและ สร้างภาพลักษณ์ นายกฯต้องยืดหยุ่น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน