สงครามระหว่างรัสเซีย-ยูเครน เป็นที่จับตาของชาติมหาอำนาจและทั่วโลก
เพียงแค่ประกาศเปิดปฏิบัติการทางทหาร ตลาดหุ้นก็ผันผวน สวนทางราคาน้ำมันและราคาทองคำ

ในส่วนของประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอะไรบ้าง และรัฐบาลไทยควรมีท่าทีอย่างไรต่อเรื่องนี้

 

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐกิจและการเมือง

ต้องดูการต่อสู้จะนานหรือไม่ ถ้าสู้กันนานก็จะมีผล กระทบด้านเศรษฐกิจมากขึ้นมา แต่ดูแล้วไม่น่าจะนาน ทั้งสองฝ่ายรู้ว่าการเปิดศึกเป็นเรื่องใหญ่จะบาดเจ็บทั้งคู่ หากการต่อสู้ไม่ยาวนาน ปัญหาที่จะเกิดคือนาโตอาจ เล่นงานด้วยการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ ที่พอทำนายได้คือ 1.ตัดตอนเรื่องการเงินของรัสเซีย ผ่านข้อตกลงสวิส กระทบการทำธุรกรรมทางการเงินของรัสเซีย 2.ไม่มีการส่งออกสินค้าประเภทเทคโนโลยี กระทบทั้งสองฝ่าย 3.ที่เห็นชัดเจนคือราคาพลังงานสูงขึ้น

ทั้ง 3 เรื่องจะกระทบต่อเศรษฐกิจโลกแล้วค่อยมาไทย คือทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้นกว่าเดิม อาจทำให้เศรษฐกิจขยายตัวในอัตราต่ำกว่าที่คาด เพราะการผลิตของยุโรป อเมริกา รัสเซียถูกกระทบ และยังมีปัญหาเรื่องการ ส่งออกของทั่วโลก เศรษฐกิจชะลอตัวลงไปบ้าง

ถ้าอยู่ภายใต้สมมติฐานการสู้รบไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เงินเฟ้อไม่สูงมากยังอยู่ในกรอบ 1-3% เศรษฐกิจยังขยายอยู่ที่ 3-4% การส่งออกอาจขยายตัวน้อยลงบ้างแต่ยังได้กว่า 4% หรือมากกว่านี้ ถ้าดูจากตัวเลขผลกระทบแทบไม่ค่อยเกิด แต่ที่เห็นชัดเจน เวลานี้คือความผันผวนตลาดหุ้น อัตราแลกเปลี่ยน

แต่ไม่กล้าบอกว่าเราอาจไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนหนึ่งคือเรื่องราคาพลังงานสูงขึ้นมากกว่าที่ควร จะเป็นและยืดเยื้อออกไป ซึ่งรัฐบาลต้องดูแลเพราะ จะกระทบต่อสินค้าต่างๆ และจะกลายเป็นเครื่องมือ ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา ต้องป้องกันอย่าให้เกิด

และต้องยอมรับว่าเมื่อราคาสูงขึ้นคนเดือดร้อน ต้องมีมาตรการช่วยเหลือคนที่กระทบ เช่น เรื่องขนส่ง ต้นทุนต่างๆ ต้องบรรเทา มีมาตรการไม่ให้ราคาน้ำมันสูงจนเกินไป เช่นที่รัฐบาลทำอยู่คือลดภาษีน้ำมัน ต้องป้องกันอย่าให้เกิดเหมือนกรณีสต๊อกหมู

แต่สถานการณ์รัสเซียและยูเครนจะทำให้ราคาน้ำมันแย่กว่านี้แค่ชั่วคราว ถ้ารบกันจบใน 1-2 อาทิตย์ สถานการณ์น้ำมันและเรื่องต่างๆ จะค่อยๆ ลดลง ไม่เหมือนปี 1973 เพียงแต่ช่วงที่ราคากำลังขึ้นชั่วคราวนี้ อย่าให้เกิดกรณีแย่งกันขึ้นราคายกใหญ่ เพราะอาจทำให้เงินเฟ้อชั่วคราวเหมือนเดือนม.ค.ที่ขึ้นมา 3.1 และค่อยๆ ลดลง

ขอย้ำภายใต้ผลกระทบจากยูเครน รัฐบาลต้องมีมาตรการช่วยผู้เดือดร้อนที่ต้นทุนสูงขึ้น มีมาตรการ ป้องปรามไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคาน้ำมัน ทำให้สถานการณ์บานปลายโดยไม่ควรจะเป็น

อย่างไรก็ตาม เรื่องยูเครนจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงโลกอย่างมหาศาล เรื่องการค้า การลงทุนอาจ มีปัญหา หากเราไปพึ่งพากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง อีกกลุ่มไม่พอใจเขาเล่นงานได้ ดังนั้นรัฐบาลไทยต้องวางตัวให้ดี หน่วยงานของรัฐต้องปรับตัว

ท่าทีของรัฐบาลวันนี้กับรัสเซียไม่เท่าไร แต่เห็นถึงความเชื่อมโยงกับจีนมากขึ้น ถ้าดำเนินมาตรการไม่ค่อยดีจีน เล่นงานได้ ทั้งการลงทุน การท่องเที่ยว เรามีข้อตกลงหลายข้อทั้งทวิภาคี อาเซียน+1 อาเซียน+6 อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ถ้าเขาไม่พอใจเล่นงานเราได้

หากเดินตำแหน่งไม่ดี อเมริกาก็อาจเล่นงานเราเรื่องสิทธิมนุษยชน การกีดกันทางการค้า ฉะนั้นต้องทำตัวให้ทั้ง สองฝ่ายรู้สึกไม่เกลียดชัง ทิ้งระยะห่างให้เป็น

รัฐบาลต้องบริหารให้เกิดดุลยภาพ มิฉะนั้นจะมีอันตรายสำหรับการบริหารจัดการด้านเศรษฐกิจในภาวะภูมิรัฐศาสตร์ที่กำลังเปลี่ยนแปลง

อดุลย์ กำไลทอง
ผู้เชี่ยวชาญด้านรัสเซีย

ผลกระทบที่ไทยจะได้รับอย่างแน่นอนคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะเรื่องพลังงานและก๊าซธรรมชาติเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากรัสเซียถือเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ ยุโรปก็เป็นผู้ใช้ รายใหญ่เช่นกัน หากมีการปะทะกันอย่างรุนแรงแน่นอนว่าการแซงก์ชั่นจะทำให้ต้นทุนพลังงานสูง กระทบต่อราคาสินค้าทุกอย่างที่จะแพงขึ้นตาม

ไม่ว่าจะเป็นตลาดทองคำ ราคาน้ำมันจะพุ่งสูง ผสมกับอัตราเงินเฟ้อจะยิ่งทำให้ทุกอย่างมีต้นทุนที่แพง ซ้ำเติมภาวะเศรษฐกิจในช่วงวิกฤตโควิด-19 ด้วย การท่องเที่ยวก็จะส่งผลกระทบค่อนข้างสูงเช่นกัน เพราะคนรัสเซียและยุโรป ที่ความสามารถในการใช้จ่ายน้อยลงอาจมาเที่ยวไทยน้อยลง

ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาในระยะสั้น แต่ในระยะยาวหากปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข ท้ายที่สุดเศรษฐกิจไทยจะมีปัญหา ถ้าไม่มีทางออกที่ดีในเรื่องพลังงาน ตอนนี้ราคาน้ำมันพุ่งสูงเป็นรายวัน ดังนั้น พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการ การขนส่งจะได้รับผลกระทบทั้งหมด

ถ้าทุกอย่างแพงขึ้นหมด เราก็จะลำบากเรื่องการคาดการณ์ในการคำนวณต้นทุนการใช้จ่าย ซึ่งตอนนี้รัฐบาลไทยก็ ค่อนข้างได้รับผลกระทบ เพราะต้องใช้งบอุดหนุนกองทุนน้ำมันค่อนข้างสูง เพื่อพยุงราคาน้ำมันไม่ให้ราคาสูงไปไกล

ถามว่าราคาน้ำมันที่ปกติสูงอยู่แล้วจะยิ่งสูงไปมากแค่ไหนนั้น ไม่กล้าคาดเดา แต่ราคาไปต่อแน่นอน เพราะตอนนี้กำลังจะเกิน 120 เหรียญต่อบาร์เรลแล้ว จึงมีโอกาสที่ราคาจะไปได้อีก สิ่งที่ต้องระวังคือ หากมีการแซงก์ชั่นที่แรงขึ้น ต้นทุนก๊าซและน้ำมันก็จะแพงขึ้น

แต่คงไม่ถึงขนาดเห็นภาพคนไทยจอดรถยนต์ทิ้ง เพราะเรื่องนี้จะเป็นเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น คิดว่าสงครามนี้จะไม่ยืดเยื้อมากนัก เพราะคนที่เดือดร้อนกว่าเราก็คือยุโรป อเมริกา ยูเครนและรัสเซีย คาดว่าสงครามคงจะเป็นช่วงสั้นๆ ใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน ก่อนจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

รัฐบาลไทยควรรับมือปัญหาเศรษฐกิจ เตรียมความพร้อมรับมือราคาพลังงานที่สูงขึ้น อาจต้องมีวิธีการอะไรบางอย่างที่ทำให้ราคาน้ำมันไม่ไปไกลกว่านี้ จนทำให้ผู้ประกอบการหรือชาวบ้านลำบาก หากรับมือได้ดีก็จะแก้ปัญหาได้

ในระยะยาวซึ่งไม่รู้ว่าจะยาวนานแค่ไหน แต่ถ้ายาวเกินไปรัฐบาลอาจสู้ไม่ไหวกับราคาที่พุ่งขนาดนี้เพราะก่อน หน้านี้ก็สูงอยู่แล้ว มาเจอสงครามอีกจะยิ่งพุ่งสูง รัฐบาล คงแก้ไม่ได้แล้ว อย่างไรก็ตาม ทั้งภาวะเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ โรคระบาดและสงคราม ทุกประเทศโดนเหมือนกัน โดยเฉพาะประเทศที่ไม่ได้ผลิตหรือส่งออกพลังงานยิ่งเสียเปรียบ

ในส่วนของไทยยังมองว่าตอนนี้มีแค่เรื่องเศรษฐกิจ อย่างเดียว ส่วนเรื่องความมั่นคงหรือความขัดแย้งนั้น เราไม่ได้อยู่ตรงจุดกลางของความขัดแย้ง ในอาเซียนประเทศไทยก็ ค่อนข้างที่จะเป็นกลาง และเป็นมิตรกับทั้งรัสเซียและอเมริกา

ท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเรื่องนี้ ควรวางตัวเป็นกลางเหมือนอย่างที่ทำอยู่ทุกวันนี้ถือว่าดีแล้ว ไม่ต้องออกมาแสดงความเห็นหรือวิพากษ์วิจารณ์อะไร หรือเข้าข้างฝั่งใด แต่ไทยสามารถแสดงบทบาทที่น่าสนใจผ่านอาเซียน โดยรวมกลุ่มกับอาเซียนในการแสดงจุดยืนบางอย่าง โดยเฉพาะการเรียกร้องให้มีการเจรจาและกลับมาสู่เวทีแห่งสันติภาพ

คิดว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ คงไม่พูดถึงเรื่องนี้ ถ้ามีนักข่าวถาม ทางที่ดีที่สุดควรพูดในมุม ที่ว่าอยากให้เหตุการณ์สงบ ไม่มีความขัดแย้งและใช้สันติวิธี

สุรชัย ศิริไกร
คณะรัฐศาสตร์ ม.ศรีปทุม

เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นต่อเมื่อยูเครนไม่สมัครเป็นสมาชิกนาโต เพราะรัสเซียรับไม่ได้ที่จะให้นาโตมาตั้งฐานทัพ และนำทหารติดอาวุธมาตั้งฐานอยู่ติดกับชายแดน สาธารณรัฐไครเมีย ซึ่งในอดีตไม่เคยมีมาก่อน

ขณะที่ยูเครนไม่พอใจที่ไครเมียถูกรัสเซียยึด จึงคิดจะเป็นสมาชิกนาโตเพื่อหวังว่าจะเอานาโตมาขู่รัสเซีย ขณะที่อดีตรัสเซียเคยถูกยุโรปรุกราน ซึ่งยูเครนเป็นทางผ่านมามอสโก เป็นเหตุผลสำคัญที่ไม่มีผู้นำคนใดของรัสเซียยอมให้ศัตรูมายึดดินแดนที่ถือว่าเป็นความมั่นคงแห่งชาติ

ถามว่าที่รัสเซียเปิดปฏิบัติการทางทหารกับยูเครนกระทบกับศรษฐกิจอย่างไร มีผลกระทบกับประเทศไทยหรือไม่ แน่นอนว่าทางนาโตและอเมริกาคงจะทำอะไรรัสเซียไม่ได้ จะไปทำอะไรกันได้เพราะต่างฝ่ายต่างมีนิวเคลียร์ ฉะนั้นก็ต้องใช้กำลังทหาร ซึ่งอเมริกาคงประเมินได้ว่าอดีตฝรั่งเศส อดีตเยอรมันก็พังมาแล้วเพราะว่าบุกรัสเซีย มีการเสียชีวิตจำนวนมากทั้ง สองฝ่าย

ฉะนั้นทางเดียวที่จะบีบได้คือเรื่องเศรษฐกิจ ซึ่งมองว่าทางรัสเซียก็ไม่กลัว เพราะว่ามีประเทศจีนที่เป็นมิตรประเทศที่แนบแน่นมาก จึงมองว่าจีนคงช่วยทางรัสเซียได้เกือบจะทุกอย่าง ในทางกลับกันทางยุโรปจะมีปัญหาเรื่องแก๊ส น้ำมันจากรัสเซีย

ส่วนผลกระทบที่เกิดจากประเทศไทยโดยตรง มองว่าไม่มี เพราะไทยไม่ได้เกี่ยวอะไรเลย เนื่องจากไทยไม่ได้ค้าขายกับรัสเซียมากมาย กับอเมริกาก็ไม่ได้ค้าขายด้วย ตอนนี้คู่ค้าของประเทศไทยคือประเทศจีน เพราะฉะนั้น

จึงมองว่าประเทศไทยและอาเซียนไม่ได้รับผล กระทบอะไรมากกับเหตุการณ์นี้ ปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ก็แทบจะไม่มี

สำหรับเรื่องราคาน้ำมัน ส่วนตัวมองว่าถ้าในแถบยุโรปไม่ซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ซึ่งก็ซื้ออยู่ประมาณ 40% ประเทศรัสเซียก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะสามารถนำมาขายให้กับประเทศจีนและประเทศฝั่งทางพันธมิตรของรัสเซียก็ได้ เพราะประเทศเหล่านี้ไม่ได้คว่ำบาตรรัสเซีย

ประเทศไทยเองก็น่าจะได้ประโยชน์ในเรื่องของราคา สามารถที่จะต่อรองกันได้ และการค้าขาย กับทางรัสเซียก็น่าจะไปได้ดีด้วย ผลกระทบอื่นๆ ต่อประเทศไทยก็ยังมองไม่เห็น เพราะมันไกลเกินไป อยู่คนละทวีป กลับมองว่าน่าจะได้รับผลดีมากขึ้นกับการค้าขายกับรัสเซีย

ส่วนท่าทีของรัฐบาลไทยต่อเรื่องนี้ คิดว่าเราวางตัวเป็นกลางอยู่แล้วแต่ก็จำเป็นต้องพูดจุดยืน ในลักษณะคำพูดที่สุภาพที่สุดคือ ขอให้ทั้งสองฝ่ายแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีโดยการเจรจา พูดแค่นี้ก็จบแล้ว

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน