สศก.ตั้งเป้าปี 2565 เร่งสนับสนุนปัจจัยการผลิต แปรรูปให้เกษตรกร 77 จังหวัด รวม 559 กลุ่ม ฟุ้งปีก่อนช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตกรเดือนละ 9.3 พันบาท
นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า ปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรฯ ดำเนินโครงการสร้างความเข้มแข็งกลุ่มการผลิตด้านการเกษตร โดยเป็นโครงการหนึ่งภายใต้แผนงานบูรณาการเศรษฐกิจฐานราก มีกรมหม่อนไหม และกรมส่งเสริมการเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก จะดำเนินการถ่ายทอดองค์ความรู้และมอบปัจจัยสนับสนุนตามความต้องการของเกษตรกรแต่ละกลุ่ม เป้าหมายกลุ่มเกษตรกร 559 กลุ่ม 77 จังหวัดทั่วประเทศ
เพื่อให้กลุ่มเกษตรกรมีความเข้มแข็ง รวมกลุ่มกันผลิตสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น พึ่งพาตนเองได้ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียง แบ่งเป็น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม 20 กลุ่ม กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตร 154 กลุ่ม กลุ่มยุวเกษตรกร 154 กลุ่ม และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร 231 กลุ่ม
การดำเนินโครงการ ช่วงไตรมาส 1 (ต.ค.-ธ.ค. 2564) สามารถพัฒนาศักยภาพกลุ่มเกษตรกรได้ 98 กลุ่ม หรือ 18% ของเป้าหมาย 559 กลุ่ม โดยส่งเสริมความเข้มแข็งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหม จำนวน 6 กลุ่ม หรือ 30% ของเป้าหมาย ด้วยการถ่ายทอดองค์ความรู้ตามความต้องการของกลุ่ม อาทิ การวางแผนการผลิต การแปรรูป การปลูกหม่อนเลี้ยงไหม การทอผ้าและการตลาด
กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรจำนวน 32 กลุ่ม หรือ 21% ของ เป้าหมาย เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การจัดทำแผนธุรกิจ กลุ่ม ยุวเกษตรกร จำนวน 25 กลุ่ม หรือ 16% ของเป้าหมายและสาธารณประโยชน์/การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกลุ่มแม่บ้านเกษตรกร จำนวน 35 กลุ่ม หรือ 15% ของเป้าหมาย
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการ สศก.ระบุว่า ในปีงบประมาณ 2564 ได้ดำเนินการทั่วประเทศในกลุ่มเกษตรกร ผู้ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจำนวน 25 กลุ่ม กลุ่มส่งเสริมอาชีพการเกษตรจำนวน 308 กลุ่ม กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรจำนวน 533 กลุ่ม และกลุ่มยุวเกษตรกรจำนวน 882 กลุ่ม ส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับการอบรมและนำความรู้ไปใช้มีรายได้เพิ่มขึ้น 9,396 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากก่อนเข้าร่วมโครงการ 33%
จากผลการดำเนินงานโครงการดังกล่าวสามารถช่วยเหลือและพัฒนาศักยภาพของเกษตรกรให้เกิดการรวมกลุ่มการผลิต มีความ เข้มแข็งและพึ่งพาตนเองได้ ดังนั้น ในปีงบประมาณ 2565 กระทรวงเกษตรฯ จึงได้ดำเนินการต่อเนื่องให้ครอบคลุมกลุ่มเกษตรกร สนับสนุนให้กลุ่มมีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน สามารถบริหารจัดการสินค้าเกษตรทั้งการผลิตการเพิ่มมูลค่าการบริการและการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตสิ่งแวดล้อมและเศรษฐกิจของครัวเรือนและชุมชน และพัฒนาไปสู่การเป็นแหล่งเรียนรู้ต้นแบบในการพึ่งพาตนเอง เพื่อให้เกิดความมั่นคงด้านอาหารในระดับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป