เมื่อวันที่ 2 มี.ค. เอเอฟพีรายงานว่า ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน ผู้นำหญิงของไต้หวัน เรียกร้องให้ชาติที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยทั่วโลกอย่านิ่งดูดายต่อกรณีรัสเซียทำสงครามรุกรานประเทศยูเครน พร้อมกล่าวยอมรับว่าไต้หวันก็กำลังเผชิญภัยคุกคามเช่นเดียวกัน
เสียงเรียกร้องของผู้นำหญิงไต้หวันเกิดขึ้นหลังทางการสหรัฐอเมริกาส่งคณะผู้แทนไปเยือนไต้หวันอย่างไม่เป็นทางการเพื่อแสดงความเป็นเอกภาพและส่งสัญญาณว่าสหรัฐยังให้การสนับสนุนไต้หวันและจะช่วยเหลือไต้หวันในการป้องกันตัวเอง
ประธานาธิบดีไช่กล่าวว่า ประวัติศาสตร์เคยพิสูจน์ให้เห็นแล้วในช่วงที่ผ่านมา ว่าการเมินเฉยต่อการรุกรานด้วยกำลังทหารในอดีตก็เหมือนกับการทำให้ภัยคุกคามนั้นเลวร้ายลงและเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้น พร้อมกล่าวชื่นชมความกล้าหาญและเสียสละของชาวยูเครนที่ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้กับกองทัพรัสเซียเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติตัวเอง
“ความมุ่งมั่นของชาวยูเครนที่จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเสรีภาพและประชาธิปไตย ความหาญกล้าที่แม้จะสละเลือดเนื้อปกป้องเอกราชของชาตินั้นเป็นที่รับทราบและได้รับความเห็นอกเห็นใจจากเราชาวไต้หวัน เพราะพวกเราก็ยืนอยู่ที่แนวหน้าการสู้รบเพื่อระบอบประชาธิปไตยเช่นเดียวกัน” ผู้นำหญิงไต้หวันระบุ
ผู้นำไต้หวันยังกล่าวเตือนถึงภัยคุกคามต่อไต้หวันและภูมิภาคที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากกองทัพจีน รวมถึงการฉกฉวยโอกาสนำสงครามยูเครนมาบิดเบือนเพื่อใช้เป็นสงครามทางจิตวิทยาเพื่อเขย่าขวัญและสร้างความแตกแยกให้ชาวไต้หวัน
ทั้งนี้ ก่อนหน้าที่ทางการรัสเซียจะประกาศสงครามกับทางการยูเครนนั้น ทางการจีนและรัสเซียลงนามในแถลงการณ์ร่วมเรื่องความร่วมมือระหว่างสองชาติในหลายด้าน รวมถึงข้อที่จีนมองว่าไต้หวันเป็นส่วนหนึ่งของจีนอย่างมิอาจแยกออกจากกันได้
นอกจากนี้ ประธานาธิบดีไช่ รองประธานาธิบดีวิลเลียม ไหล และนายซู เจิงชาง นายกรัฐมนตรีไต้หวัน ยังประกาศจะบริจาคเงินเดือนประจำตำแหน่งคนละ 1 งวด ให้กับภารกิจช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมของไต้หวันในยูเครน
โดยทางการไต้หวันจัดส่งเวชภัณฑ์หนัก 27 ตัน ไปยังยูเครนแล้ว ขณะที่สำนักงานด้านการต่างประเทศของไต้หวันจะเป็นผู้จัดเตรียมและเผยแพร่รายละเอียดบัญชีรับบริจาคเงินจากชาวไต้หวัน เพื่อนำไปใช้บรรเทาความทุกข์ยากของชาวยูเครนจากการรุกรานของ กองทัพรัสเซีย
วันเดียวกัน ที่ประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นจีเอ ลงมติเพื่อประณามการกระทำของทางการรัสเซียและเรียกร้องให้กองทัพรัสเซียถอนกำลังกลับจากยูเครนในทันที ภายหลังสมาชิกที่ประชุมกว่า 100 ชาติ ขึ้นอภิปรายถกเถียงกันมานานถึง 2 วัน ถึงร่างข้อมติฉบับดังกล่าวที่ระบุถึงภัยคุกคามต่อชาติประชาธิปไตยจากแนวโน้มการขยายตัวของชาติเผด็จการอำนาจนิยมตั้งแต่เมียนมาไปจนถึงเวเนซุเอลา
แม้ข้อมติข้างต้นจะไม่มีผลผูกพันตามข้อบังคับสากล แต่หากได้รับมติรับรองก็จะถือเป็นสัญลักษณ์ที่ใหญ่หลวงถึงความไม่พอใจจากประชาคมโลกที่มีต่อทางการรัสเซีย