อัด5แสนล้านเข้าระบบเศรษฐกิจ

รายงานพิเศษ

“นโยบายประกันรายได้เกษตรกร เป็นนโยบายสำคัญของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นเงื่อนไขหนึ่งก่อนการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล ดำเนินการมาเป็นที่ 3 แล้ว และจะดำเนินการต่อไป ซึ่งพืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 เป็นพืชที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก เป็นตัวช่วยในยามที่ราคาพืชเกษตรตกต่ำ” นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ กล่าวระหว่างเป็นประธานเปิดงานและปาฐกถาพิเศษ “ประกันรายได้ พลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” จัดโดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับเครือมติชน

เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับการประกันรายได้พืชเศรษฐกิจสำคัญ 5 ชนิดคือ ข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์

ทั้งนี้ การเพาะปลูกนั้นมีความเสี่ยง เนื่องจากต้องเผชิญหน้ากับความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทำให้เกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศขาดทุน รัฐบาลจึงหาวิธีการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

โดยรัฐบาลชุดปัจจุบันใช้นโยบายประกันรายได้พืชผลมาช่วยเหลือ ทำให้เกษตรกรอยู่ได้ สามารถเพาะปลูกพืชเศรษฐกิจได้ ต่อไป และมีพืชผลหลายชนิดที่สามารถทำรายได้ให้ประเทศ และสร้างรายได้ให้เกษตรกร

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ในช่วง 3 ปีที่ประกันรายได้ ส่งเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 450,000-500,000 ล้านบาท ช่วยการแก้ปัญหาทางการเมือง เพราะตั้งแต่มีนโยบายประกันรายได้ ก็ไม่มีม็อบเกษตรกรมาเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำอีกเลย เพราะราคาพืช ในโครงการดีขึ้นทุกตัว

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าโครงการนี้ไร้การทุจริต มีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มงวดจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยโอนเงินส่วนต่างเข้าบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่เกษตรกรขึ้นทะเบียนและเปิดบัญชีไว้

สำหรับอนาคตจะเดินหน้าไปสู่เกษตรมูลค่าสูงด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม ขับเคลื่อนคือ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) ส่วนการส่งออก ยังเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักระหว่างรอให้การท่องเที่ยวกับมาฟื้นแบบเต็มตัว

นอกจากนี้ ยังมี Soft Power เป็นสิ่งที่ต้องแทรกไปเข้าไปเพื่อโปรโมตสินค้าและบริการของไทยสู่สายตาชาวโลก โดยเฉพาะภาคบริการ ซึ่งมั่นใจว่าจากนโยบายที่ดำเนินการต่อเนื่อง จะส่งผลให้การส่งออกปีนี้จะยังเป็นบวกต่อเนื่องจากปีที่ผ่านมา

นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน ร่วมวงเสวนา หัวข้อ “โครงการประกันรายได้สินค้า 5 สินค้าเกษตร” ว่า จากการดำเนินโครงการมาพบว่าแนวโน้มสินค้าเกษตรที่ร่วมโครงการมีราคาที่ดีขึ้น และภาครัฐก็ไม่ได้มีมาตรการเดียวออกมาเพื่อช่วยพยุงราคาสินค้าเกษตร

นายวัฒนศักย์กล่าวว่า พืชแต่ละประเภทมีความแตกต่างกัน ทำให้การดูแลเรื่องราคา หรือรายได้ของเกษตรกรต้องใช้วิธีที่ แตกต่างกันตามความเหมาะสม แต่ยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ดูแลครอบคลุมทุกชนิด ทั้งผักและผลไม้

ในส่วนของผักยอมรับว่าจะมีราคาที่ผันผวนอย่างมากตามฤดูกาล ซึ่งจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น ขณะที่ผลไม้แต่ละชนิดก็จะใช้วิธีผลักดันการส่งออกนอกพื้นที่ และการส่งออกไปต่างประเทศ รวมทั้งการทำเกษตรแบบพันธสัญญา หรือคอนแทร็กต์ฟาร์มมิ่ง

โดยยึดเอาหลัก “อมก๋อย โมเดล” มาใช้เนื่องจากประสบความสำเร็จจากการร่วมมือกับโรงงานผู้ผลิตทำสัญญารับซื้อผลผลิตมะเขือเทศจากเกษตรกรในพื้นที่ทำให้ผลผลิตไม่ล้นตลาด ไม่มีปัญหาด้านราคา อีกทั้งนำนวัตกรรมการแปรรูปมาใช้กับสินค้าเกษตรเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า เช่น มันสำปะหลังทำเป็นภาชนะ ข้าวทำเป็นเครื่องสำอาง ส่งผลดีกับเกษตรกร สร้างรายได้ให้กับประเทศ

ขณะที่ นายเติมศักดิ์ บุญชื่น ประธานสภาเกษตรกร จ.นคร ราชสีมา กล่าวว่า ในปีนี้ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ผลผลิตข้าวโพดอยู่ที่ 4.7-4.8 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการของอุตสาหกรรมอาหารสัตว์อยู่ที่ 8.5 ล้านตัน ส่วนมันสำปะหลังมีความต้องการอยู่ที่ 40 ล้านตันต่อปี แต่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) คาดว่าจะปลูกได้ 30 ล้านตันต่อปี แต่ปีนี้มีน้ำท่วมเหลืออยู่ที่ 28 ล้านตันต่อปี ประกอบการสถานการณ์โควิด ทำให้มีความต้องการใช้แอลกอฮอล์มาก ส่งผลต่อมันสำปะหลังมีเสถียรภาพราคา

อย่างไรก็ตาม พืชไร่ในประเทศเพื่อนบ้านและไทยเป็นฤดูกาลการผลิตเดียวกัน ไทยต้องเข้มงวด ไม่ให้สินค้าออกมาทะลัก แต่ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนแปลง จะยกระดับเกษตรกรสู่ภาคการผลิตมีคุณภาพเพิ่มขึ้น ต้องนำเรื่องบีซีจี นวัตกรรม เทคโนโลยี มาใช้ในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพื่อรักษาความมั่นคงให้กับเกษตรกร ถึงสู้คู่แข่งได้

โดยภาครัฐควรมีนโยบายประกันรายได้คู่ขนานไปด้วย เพราะเป็นจุดชี้ของต้นทุนบวกกำไรในการบริหารจัดการอย่าให้ต่ำกว่านี้ เพื่อให้เกษตรกรอยู่ได้ ถ้าจะหยุดต้องให้เกษตรกรยืนได้ด้วยขาของเขาเองเพื่อสร้างความยั่งยืนต่อไป

โดยการอยู่ได้ด้วยตัวเองคือ 1.ต้องเพิ่มผลผลิตและเสถียรภาพของราคาให้ได้ 2.ต้องสู้กับต่างชาติได้ด้วยกลไกเรื่องของบีซีจีบิซิเนส ยกระดับความปลอดภัยของวัตถุดิบเพื่อเป็นจุดแข็งสู้กับคู่แข่ง

นายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การประกันรายได้เกษตรกรของรัฐบาลเป็นนโยบายที่ดี เป็นการสร้างมาตรฐานราคาให้อุตสาหกรรมที่จะมารับซื้อสินค้าเกษตรไม่ให้ต่ำเกินไปกว่านี้ และขอให้ช่วยดูแลต้นทุนการผลิต

โดยระบุว่า ราคาปาล์มนั้นตกต่ำมาตั้งแต่ปี 2559 ซึ่ง สมาพันธ์ไม่นึกไม่ฝันว่าปีที่ผ่านมาราคาจะทะลุไปถึง 12 บาท สูงสุดในรอบกว่าสิบปี โครงการช่วยประกันความเสี่ยง เป็นนโยบายที่ดี และโครงการนี้ควรจะใส่ไว้ในนโยบายของ ทุกรัฐบาล

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) กล่าวว่า ราคายางพาราปรับตัวดีขึ้นจากปีที่ผ่านมา อย่างมีเสถียรภาพ เนื่องจากประเทศผู้ใช้หลักอย่างประเทศจีน มีความต้องการใช้สูงขึ้น จึงมั่นใจว่าแนวโน้มของราคา หรือความต้องการของยางพาราจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ถึงปี 2566

โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ทำงานคู่กันทั้งนโยบายเกษตรผลิต พาณิชย์ตลาด วันนี้ไทยเป็นผู้ส่งออกอันดับ 1 โดยมียอดการผลิตกว่า 4 ล้านตัน ขณะที่ปริมาณการส่งออกเกือบ 4 ล้านตัน ปัจจุบันร่วมมือกับกระทรวงพาณิชย์ในการให้ข้อมูลเพื่อเกิดการปรับตัวให้ตรงกับความต้องการของตลาด

นายปราโมทย์ เจริญศิลป์ นายกสมาคมชาวนาและเกษตรกรไทย กล่าวว่า ในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 ผลผลิตพืชไร่และพืชเศรษฐกิจของไทยได้รับผลกระทบด้านการส่งออก แต่ชาวนาไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เพราะมีการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวจากรัฐบาลเข้าช่วยเหลือ ดังนั้น ชาวนาจึงต้องการให้ดำเนินการโครงการนี้ต่อไป

โดยต้องดำเนินการควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพของข้าว ลดต้นทุนของการผลิตลงทั้งราคาปุ๋ยและยา รวมถึงราคาน้ำมัน และหากผลิตได้ผลผลิตต่อไร่สูง ชาวนาก็อยู่ได้

ขณะเดียวกันชาวนาก็ปรับตัวด้วยการเริ่มจัดโซนพื้นที่เพาะปลูกพันธุ์ข้าวให้เหมาะสมกับพื้นที่และประสานงานกับโรงสีในพื้นที่ ผู้ส่งออก ว่าต้องการข้าวชนิดไหนที่เป็นความต้องการของตลาด ซึ่งข้าวบางส่วนก็ไม่ต้องพึ่งพาโครงการประกันรายได้ ทำให้ชาวนาสามารถอยู่ได้ด้วยตนเอง

ถึงตรงนี้ก็แน่ชัดว่าโครงการนี้เป็นเสมือนความหวังของเกษตรกร ตราบใดที่ภาคการเกษตรของไทยยังไม่ได้ถูกพัฒนาอย่างยั่งยืนและมั่นคง ภาคการเกษตรยังมีความเข้มแข็งไม่มากพอ

นโยบายนี้จะยังคงอยู่ต่อไปอีกยาวนาน

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน