คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เดินหน้าป้องกันเด็กและเยาวชนไทยหลุดออกจากระบบการศึกษา
รศ.ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการในคณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา เปิดเผยว่า คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษากำหนดกรอบนโยบายการปฏิรูปการศึกษา โดยตระหนักถึงความสำคัญของเด็กและเยาวชนต้องได้รับการพัฒนาทักษะที่เหมาะสมตามช่วงวัย จำเป็นต้องเร่งดำเนินการผ่านกิจกรรมปฏิรูป 5 บิ๊กร็อก ภายใต้แผนปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยเฉพาะการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษาตั้งแต่ระดับปฐมวัย และป้องกันเด็กเยาวชนออกจากระบบการศึกษา สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ

ปัจจุบันเครื่องมือสำคัญในการแก้ไขปัญหาเด็กและเยาวชนหลุดออกจากระบบการศึกษาในระยะยาว ประกอบด้วย 1.ฐานข้อมูลของกลุ่มเด็กและเยาวชนเป้าหมาย 2.ระบบสารสนเทศเกี่ยวกับครอบครัว อาชีพ และรายได้ 3.ระบบการช่วยเหลือดูแล และส่งต่อกลุ่มเป้าหมายให้ได้รับการช่วยเหลือในขั้นต่อไป และ 4.การสร้างสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาเพื่อให้เด็กอยากกลับเข้ามาเรียนอีกครั้ง

สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฐานข้อมูล” ซึ่งเป็นต้นทางในการติดตามและช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุด ปัจจุบันมีการเชื่อมโยงข้อมูลจากระบบสารสนเทศเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ iSEE ของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ซึ่งเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่รายบุคคล ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาสมากกว่า 4 ล้านคน ช่วยค้นหา คัดกรองเด็กและเยาวชนทั้งในและนอกระบบอย่างละเอียด เพื่อขยายผลการ ช่วยเหลือและพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและเยาวชนผู้ด้อยโอกาส และร่วมสร้างโอกาสให้สามารถเข้าถึงการศึกษาได้กลับมาเรียนอีกครั้ง

รศ.ดร.วรากรณ์กล่าวเพิ่มเติมว่า จากข้อมูลของ กสศ. ชี้ให้เห็นว่าการนำเด็กยากจนพิเศษเข้าสู่ระบบการศึกษามีอัตราผลตอบแทน ของการลงทุน (IRR) อยู่ที่ประมาณร้อยละ 9 ถือว่าเป็นการลงทุนเพื่อการยกระดับคุณภาพชีวิตที่คุ้มค่ามาก ทั้งนี้การปฏิรูปการศึกษาต้องอาศัยความร่วมมือจากคนทั้งชาติและการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงาน ที่ผ่านมาคณะกรรมการปฏิรูปฯ ด้านการศึกษาได้รับความร่วมมืออย่างดียิ่งจากรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการร่วมยกระดับคุณภาพการศึกษาของประเทศไทย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน