ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และ นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและรองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร ร่วมให้ข้อมูลเชิงลึก ‘เปิดมุมมองใหม่กับนวัตกรรมการรักษาโควิด-19’
โดย ศ.พญ.ศศิโสภิณ เล่าถึงภาพรวมของสถานการณ์โควิด ว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คือการต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้แม้เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำได้มาก่อน รวมทั้งการต้องหาข้อมูลใหม่ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ให้ได้อย่างทันท่วงที ในขณะที่ประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องจับตามองคือ การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสหรือสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variants of concern; VOC)” ซึ่งที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับวิวัฒนาการของสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ถึง 5 สายพันธุ์ นับตั้งแต่อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา และโอมิครอน ตามลำดับ ดังนั้น การมีอาวุธที่พร้อมต่อสู้กับการกลายพันธุ์ของไวรัสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์
ประเด็นสำคัญที่แพทย์ต้องจับตามองต่อไปคือ การมีวัคซีนที่เพียงพอและการที่ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (booster dose) รวมถึงการมีตัวเลือกของยารักษาโควิดที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากยาที่คนไทยคุ้นเคยอย่าง ฟาวิพิราเวียร์ (favipiravir) ที่เป็นยารับประทานและ เรมดิซิเวียร์ (remdesivir) ที่เป็นยาฉีด ทั้งนี้ในต่างจังหวัดยังคงมีความเป็นไปได้ที่อาจมีภาวะขาดแคลนยา เกิดขึ้น ดังนั้นจึงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมี ตัวเลือกยารักษาโควิดที่เพิ่มขึ้น

ศ.พญ.ศศิโสภิณกล่าวด้วยว่า การป้องกันตัวเองที่เราทำกันตลอด 2 ปีที่ผ่านมายังเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่น ถ้าใช้คำว่าโรคประจำถิ่น แปลว่าสามารถอยู่กับมันได้โดยไม่มีข้อจำกัด นอกจากนี้ยังมีอีก 2 ประเด็นในเรื่องของการอยู่อย่างนิวนอร์มัล คือ เราต้องมีอาวุธที่พร้อมต่อสู้กับโรคโควิดไปเรื่อยๆ อย่างแรก คือ วัคซีน ในอนาคตเราอาจมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมวัคซีนที่ดีขึ้น เช่น เราอาจจะสามารถฉีดวัคซีนแค่ปีละครั้งหรือมีวัคซีนที่รวมเข็มกับไข้หวัดใหญ่ อีกประเด็นคือ เรื่องยา ถ้ามียาที่พร้อมและสามารถเป็นเครื่องมือในการรักษาได้ดี ลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นก็จะเป็นอาวุธให้เราสามารถอยู่กับโควิดได้ต่อไป และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โควิดเป็นโรคประจำถิ่นได้
ศ.พญ.ศศิโสภิณกล่าวอีกว่า เกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขในการพิจารณาให้โควิด เป็นโรค ประจำถิ่น 1.ยอดผู้ติดเชื้อต้องน้อยกว่าวันละ 10,000 คน 2.อัตราของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวที่ โรงพยาบาลต้องน้อยกว่าร้อยละ 10 และอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 0.1 และ 3.ต้องเป็นโรคที่มีการคาดการณ์ได้

ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับปรับปรุง เมื่อวันที่ 1 มี.ค. 2565 โดยคณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19 ได้ประกาศเกณฑ์จำแนกผู้ป่วยโควิด โดยแบ่งตามความรุนแรงของโรค ได้แก่ กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี สามารถรักษาตัวเองที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสและโดยแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาฟ้าทะลายโจร ตามความเหมาะสม, กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง โรคร่วมสำคัญ และมีภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ยังคงสามารถรักษาตัวเองที่บ้านได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 และแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ โดยให้เริ่มยาเร็วที่สุด
กลุ่มที่ 3 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วมสำคัญ หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบเล็กน้อย ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาตัวเองที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล แนวทางการรักษาใหม่ล่าสุด แนะนำให้ยาต้านไวรัสเพียง 1 ชนิด จากยา 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ 1.เนอร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ (nirmatrelvir/ritonavir) 2.โมลนูพิราเวียร์(molnupiravir) 3.เรมดิซิเวียร์ และ 4.ฟาวิพิราเวียร์ โดยพิจารณาตามดุลพินิจของแพทย์
และกลุ่มที่ 4 ผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ หรือมีภาวะออกซิเจนลดลงต่ำกว่า 94% สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเรมดิซิเวียร์ ซึ่งเป็นยาฉีด ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่มีอาการไม่หนักมาก หรือมีค่าออกซิเจนอยู่ในช่วง 94%-96% แพทย์อาจพิจารณาให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ได้เช่นกัน
จากแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิดฉบับล่าสุดนี้ ได้เพิ่มยาชนิดใหม่ที่กำลังจะนำเข้ามาในประเทศไทยคือ ‘โมลนูพิราเวียร์’ ซึ่งทำงานโดยการออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนได้
นพ.วีรวัฒน์ยังเน้นย้ำถึงเรื่องระยะเวลาในการเริ่มรับประทานยามีความสำคัญ อย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสหรือยากลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูปหลังจากตรวจพบเชื้อโควิด โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษา ดังนั้นการมาพบแพทย์เร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรับยาทันทีจึงมีความสำคัญมาก

นพ.วีรวัฒน์กล่าวอีกว่า ในระยะนี้เป็นระยะเปลี่ยนผ่านจากโรคระบาดเป็นโรคประจำถิ่น เราคงต้องมาเตรียมพร้อมในการดูแลตัวเอง เพื่อให้อยู่กับมันได้แบบปกติ ต้องรู้จักวิธีการรักษาตัวเอง ทั้ง self-test, self-monitor และ self-treatment ดังนั้น การประเมินตัวเองถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้ามีอาการของระบบทางเดินหายใจผิดปกติร่วมกับอาการอื่นๆ เช่น ท้องเสีย อาจจะต้องตั้งข้อสงสัย และมีการตรวจสอบด้วยตัวเองในเบื้องต้นก่อน เช่น ปัจจุบันที่มีเครื่องมือตรวจแบบใช้ที่บ้าน (home use) ที่เราสามารถตรวจได้เอง และเมื่อติดเชื้อให้ติดต่อกับบุคลากรทางการแพทย์หรือสายด่วน 1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา โดยจะประเมินอาการว่าให้ ผู้ป่วยพักรักษาตัวที่บ้านหรือเข้าโรงพยาบาลตามความเหมาะสม ซึ่งน่าจะเป็นระยะที่จะไปสู่จุดที่ดูแลตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยยั่งยืนต่อไปได้
นพ.วีรวัฒน์กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การรักษาพบว่าอัตราการครองเตียงสูง แต่อัตราการป่วยหนักไม่มากเท่าช่วงที่เป็นการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดีที่จะช่วยให้ระบบสาธารณสุขสามารถที่จะก้าวต่อไปสู่ระยะที่จะเป็นโรคประจำถิ่น อีกปัจจัยคือปัจจัยเรื่องการมีวัคซีนที่จะต้องครอบคลุมเชื้อสายพันธุ์ต่างๆ ให้ได้กว้างมากขึ้นและตามทันต่อการกลายพันธุ์ของไวรัส