ชาวบ้านกระอักค่าครองชีพพุ่งแซงรายได้
รายงานพิเศษ
ปลายปี 2564 ปัญหาโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นตามการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แต่การที่โอเปกจำกัดการส่งออกแค่วันละ 4 แสนบาร์เรล ระหว่างช่วง พ.ย.-2564-เม.ย.2565 ยังคงกดดันให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ราคาปรับจาก 72.46 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเดือน ก.ย. 2564 เป็น 80.67 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในเดือนต.ค. 2564 ดันราคาขายปลีกดีเซลแตะลิตรละ 29.89 บาท ใกล้ชนเพดานราคาลิตรละ 30 บาท ที่รัฐบาลตรึงไว้
ทำให้ นายอภิชาติ ไพรรุ่งเรือง ประธานสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ต้องระดมม็อบรถบรรทุกออกมาปิดถนน เรียกร้องให้รัฐช่วยตรึงดีเซลไว้ที่จุดคุ้มทุน ลิตรละ 25 บาท ถ้าไม่ช่วยจะหยุดวิ่งรถขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค และขู่จะปรับขึ้นค่าขนส่งอีก 20%

ขณะที่ นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ออกมาคอนเฟิร์มว่า จะกระทบทำให้ราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้น 3-4% แน่นอน เพราะค่าขนส่งคิดเป็น 10-15% ของต้นทุนการผลิต
ปมน้ำมันแพงยังไม่คลาย ปัญหาใหม่ก็ถาโถม คราวนี้ยิงตรงถึงผู้บริโภค ราคาเนื้อหมูปรับขึ้นพรวด เพราะผลผลิตหมูในประเทศหายไปราว 8 ล้านตัว จากปัญหาอหิวาต์แอฟริการะบาด สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ ออกมายอมรับว่า ราคาหมูเริ่มแพงต่อเนื่อง
เริ่มตั้งแต่เดือนต.ค.2564 ราคา 164 บาท/ก.ก. เดือนธ.ค.2564 กระโดดเป็น 200 บาท/ก.ก. และทะยานแตะ 220 บาท/ก.ก. ในเดือนม.ค.2565 ทุบสถิติแพงสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่เนื้อไก่ ก็โดนหางเลขแพงไปด้วย เพราะคนหันมากินไก่แทน
น้ำมันปาล์มขวดก็สุดอั้น ทยอยปรับขึ้นราคา ขายปลีก รวมๆ แล้ว 18 บาท/ขวด คือ ปรับ จาก 50 บาท/ขวด เป็น 68 บาท/ขวด ในช่วงต้นปี 2565 เพราะราคาผลปาล์มดิบเด้งแตะ 12 บาท/ก.ก. สูงสุดในรอบ 60 ปี จากผลผลิตไทยลดลง 70% ขณะที่ผลผลิตปาล์มของมาเลเซียและอินโดนีเซีย ผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลกลดลง 5% จากผลกระทบโควิด-19 ที่ทำให้ขาดแรงงานในการเก็บเกี่ยว
ย้อนกลับมาดูปัญหาน้ำมันแพงในบ้านเรา จะเห็นว่ายังคงร้อนแรงต่อเนื่องมาจนถึง เดือนม.ค. 2565 สุดท้ายรัฐบาล ยอมลดภาษีสรรพสามิต ลิตรละ 3 บาท เป็นเวลา 3 เดือน จนถึง 20 พ.ค.2565 กดราคาขายปลีกลดลง ลิตรละ 2 บาท หวังจะสกัดม็อบรถบรรทุก และคุมไม่ให้ของกินของใช้ขึ้นราคา ตามประสาคนโลกสวย
แต่ความเป็นจริงกลับตรงข้าม อวสานโลกสวย ด้วยคำพูดยืนยันของพ่อค้าตัวจริง อย่าง นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง ค้าปลีกไทย ที่บอกว่า เดือนก.พ. 2565 ผู้ผลิต แจ้งปรับขึ้นราคาสินค้ามาแล้ว 3 รายการ คือ น้ำมันถั่วเหลือง ขอขึ้น 10% ราคาแตะ 59 บาท/ขวด, เหล้าเบียร์ ขึ้น 20-30 บาท/ลัง เครื่องดื่มชูกำลังขยับขวดละ 2 บาท
ซ้ำด้วยราคาสินค้าเกษตรสำคัญ 2 รายการ ก็ชักแถวประกาศปรับขึ้นราคาในช่วงนี้ คือ ไข่ไก่ โดยสมาคมผู้ค้า ผู้ผลิตและส่งออกไข่ไก่ แจ้งปรับราคาแนะนำไข่ไก่คละหน้าฟาร์มอีกฟองละ 30 สตางค์ ทำให้ราคาขยับขึ้นเป็นฟองละ 3.20 บาท หรือแผงละ 9 บาท (30 ฟอง) เริ่มตั้งแต่ 1 มี.ค. 2565
และมะนาว ที่ราคาปรับสูงขึ้นเป็นลูกละ 7 บาท จนร้านอาหารประเภทยำ ส้มตำ และร้านขายเครื่องดื่มผสมมะนาว พร้อมใจกันขึ้นราคา เมนูละ 5 บาท ทันที
นายอุดม ศรีสมทรง รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ออกมายอมรับว่าเกิดจากปัญหาสภาพอากาศแปรปรวนทำให้ผลผลิตหายไปจากตลาด 70-80% พร้อมแนะให้ผู้บริโภคหันไปใช้มะม่วง มะขามเปียกทดแทน สุดท้ายกลายเป็นไวรัลในโซเชี่ยล ที่ชาวเน็ตรุมโจมตีรัฐบาลที่แก้ปัญหาไม่ถูกจุด
ร้อนถึง นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เจ้ากระทรวงดูแล ปากท้อง ต้องออกแอ๊กชั่น สั่งกรมการค้าภายใน ขอความร่วมมือให้ผู้ผลิตช่วยตรึงราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการครองชีพจำนวน 18 รายการ
ได้แก่ บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารสด อาหารกระป๋อง ข้าวสาร ซอสปรุงรส น้ำมันพืช น้ำอัดลม นมและผลิตภัณฑ์จากนม เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์ซักล้าง ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง อาหารสัตว์ เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระดาษ ยา เวชภัณฑ์ และบริการทางการแพทย์ และบริการผ่านห้าง ค้าปลีก-ส่ง พร้อมผุดวอร์รูมสู้ศึกการค้ารัสเซีย
ระหว่างที่คนไทยกำลังทุกข์หนักจากปัญหา ค่าครองชีพ จู่ๆ ช่วง ก.พ. 2565 ก็เกิดเหตุการณ์ช็อกโลก เมื่อรัสเซียประกาศทำสงครามกับยูเครน กระชากราคาน้ำมันดิบขึ้นไป แตะที่ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล และกระโดด เป็น 123.14 ดอลลาร์/บาร์เรล ในเดือนมี.ค. 2565 ขณะที่นักวิเคราะห์วงการน้ำมันระบุว่าหากมีการสกัดน้ำมันรัสเซียเข้าสู่ตลาดโลก ราคาน้ำมันจะพุ่งขึ้นไปที่ระดับ 200 ดอลลาร์/บาร์เรลอย่างรวดเร็ว
ในขณะที่รัสเซียผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลกที่ครองส่วนแบ่งราว 10% ขู่ว่าราคาน้ำมัน จะพุ่งขึ้นมากกว่า 300 ดอลลาร์/บาร์เรล ล่าสุด กดดันให้เงินเฟ้อของไทยในเดือน ก.พ.2565 เด้งขึ้นมาอยู่ที่ 5.28% ทุบสถิติสูงสุด ในรอบ 13 ปี นับจากช่วงสงครามอ่าวเปอร์เซีย ชี้ชัดๆ ว่าราคาสินค้าต้องพุ่งแบบฉุดไม่อยู่แน่อนอน
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย วิเคราะห์ว่านอกจากน้ำมันแพง จะส่งผลกระทบต่อคนไทยแล้ว ยังมีสินค้าที่ไทยนำเข้าจากรัสเซียและยูเครน อีกหลายรายการที่จะมีผลกระทบกับปากท้อง คนไทย จากราคาสินค้าที่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น ประกอบด้วย 1.ปุ๋ยเคมี ซึ่งไทยต้องนำเข้าแม่ปุ๋ยยูเรีย 100% จะกระทบต่อเนื่องไปยัง ชาวสวน ชาวไร่ 2.เหล็กเส้น จะดันราคาที่อยู่อาศัยให้ พุ่งสูงขึ้น ขณะที่เหล็กแผ่นจะทำให้อาหารกระป๋อง โดยเฉพาะปลากระป๋องแพงขึ้น
3.สินแร่ และ 4.ธัญพืช โดยเฉพาะข้าวสาลี จะทำให้ราคาอาหารสัตว์ปรับสูงขึ้น กระทบเป็นโดมิโน ไปยังราคาเนื้อไก่ หมู และไข่ไก่ ให้ ปรับเพิ่มขึ้นอีก รวมไปถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีแป้งสาลีเป็นต้นทุนสำคัญ และขนมปัง เรียกว่าเดือดร้อนกันไปทุกหย่อมหญ้า เพราะกลุ่มสินค้าจำเป็นเกือบทุกกลุ่ม ตั้งแต่ของกินของใช้ ที่อยู่อาศัย และปัจจัยภาคการเกษตร และภาคการผลิต จะยกขบวนปรับราคากัน
ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแพง ยังส่ง ผลกระทบทางอ้อมต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภคโดยเฉพาะอาหารที่อยู่ในบรรจุภัณฑ์ที่ทำจาก กระดาษ ขวดแก้ว และพลาสติก อีกด้วย เนื่องจากบรรจุภัณฑ์ดังกล่าวเป็นผลผลิตที่ได้มาจากน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อาจส่งผลกระทบต่อราคาของกินของใช้ในครัว เช่น น้ำปลา ซอส ซีอิ๊ว (ขวดแก้ว) ถุงพลาสติกใส่อาหาร และกระดาษทิชชู ปรับราคาขึ้น เรื่องนี้ นายวัฒนศักย์ เสือเอี่ยม อธิบดีกรมการค้าภายใน สั่งการให้เจ้าหน้าที่จับตาราคาบรรจุภัณฑ์แล้ว
ด้านผู้ผลิต นายเกรียงไกร เธียรนุกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ออกมาประกาศแล้วว่า จำเป็นต้องทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าในช่วง 3-6 เดือนต่อจากนี้ หากสต๊อกวัตถุดิบของเก่าหมด ทั้งนี้ เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนและให้ธุรกิจสามารถเดินต่อไปได้
สอดคล้องกับกรณีที่ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป 2 แบรนด์ดังที่แจ้งขอปรับขึ้นราคาขายส่งซองละ 25 สตางค์ เริ่มเดือนเม.ย. 2565 เพราะต้นทุนข้าวสาลี น้ำมันปาล์ม และบรรจุภัณฑ์พลาสติกแพงขึ้น ขณะที่นมสดและนมข้น จะปรับราคาอีกกระป๋องละ 2 บาท ในเดือน มี.ค.-เม.ย. 2565 เช่นกัน เพราะต้นทุนเหล็กแผ่นทำกระป๋องที่ปรับเพิ่มขึ้น
ระหว่างที่สินค้าจำเป็นส่วนใหญ่ยังไม่มีการปรับขึ้นราคา ล่าสุดเนื้อหมูก็เริ่มกลับมาแพง อีกครั้ง เมื่อวันที่ 10 มี.ค. ขายปลีกพุ่งขึ้นอีก 8 บาท/ก.ก. แตะ 182 บาท/ก.ก. แล้ว เพราะต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์แพงขึ้น ทั้งข้าวสาลี กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
เชื่อว่า เนื้อไก่ ไข่ ก็จะขึ้นราคาตามมาติดๆ เพราะใช้อาหารสัตว์ตัวเดียวกัน
ไม่มีใครตอบได้ว่าสงครามจะจบเมื่อไหร่ ราคาน้ำมันจะหยุดอยู่ตรงไหน ลำพังเพียงมาตรการขอความร่วมมือผู้ผลิตตรึงราคา คงใช้ได้แค่ชั่วครู่ชั่วยาม
ถึงเวลาที่กระทรวงพาณิชย์ต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ อย่าปล่อยให้คนไทยมีรายได้ไม่พอยังชีพ เพราะสินค้าราคาแพงไม่หยุด