การประชุมรัฐมนตรีเกี่ยวกับความร่วมมืออินโด-แปซิฟิก จากกว่า 40 ประเทศ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 ก.พ.2565 ข่าวสดอิงลิชได้รับโอกาสจากกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศสให้ร่วมเดินทางไปบันทึกเหตุการณ์สำคัญนี้ด้วย

การประชุมดังกล่าวถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับบทบาทของประเทศฝรั่งเศส ภายใต้การนำของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง และประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป(อียู) อีก 26 ประเทศ ในการผลักดันการสร้างกลไกพหุภาคีเพื่อปรับสมดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก โดยไม่ปล่อยให้ประเทศอภิมหาอำนาจกำหนดเกมตามแต่ที่ประสงค์แต่ฝ่ายเดียว

ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ฝรั่งเศสต้องการเห็นภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกเป็นพื้นที่เปิด ไม่ตกอยู่ภายใต้การกดดันบังคับของชาติใด เคารพในกฎหมายระหว่างประเทศ หลักพหุภาคี และเคารพในสิทธิมนุษยชน

ยุทธศาสตร์ใหม่ของฝรั่งเศสนี้เกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีมาครง ประกาศนโยบายอินโด-แปซิฟิก เมื่อต้นปี 2561 บนพื้นฐาน 4 หลักใหญ่ๆ ได้แก่ ความมั่นคงและการปกป้องทางการทหาร เศรษฐกิจ สร้างหลักความร่วมมือแบบพหุภาคีและปฏิเสธการบีบคั้นบังคับจากชาติมหาอำนาจ และการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนที่ยั่งยืน ลดภาวะโลกร้อน และรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ

“พวกท่านสามารถมั่นใจในพันธสัญญาอย่างเต็มเปี่ยมของฝรั่งเศสได้ เราจะแสดงบทบาทอย่างเต็มที่ในการมีส่วนช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับพื้นที่ใหม่ทางยุทธศาสตร์นี้ ซึ่งอยู่ในใจกลางของความท้าทายระดับโลก” นายมาครงเขียนในเอกสารยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก เนื่องในโอกาสการเปิดงานการประชุมครั้งนี้

ฝรั่งเศสมีผู้ถือสัญชาติของตนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกถึง 1.65 ล้านคน และการค้ากับประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกมีขนาดใหญ่ถึง 1 ใน 3 ของการค้าของฝรั่งเศสนอกเขตอียู และเติบโตถึง 49% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกดังกล่าวรวมประเทศตั้งแต่แอฟริกาใต้ ไล่ขึ้นไปทางประเทศในทวีปแอฟริกาที่ติดมหาสมุทรอินเดียฝั่งตะวันตกไล่ผ่านไปถึงอินเดีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียตะวันออก จนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก รวมถึงหมู่เกาะเฟรนช์โพลินีเชีย กระนั้นก็ตามยุทธศาสตร์นี้ไม่รวมประเทศจีน

เรื่องนี้ นายโจเซฟ บอเรล (Josep Borrel) ผู้แทนระดับสูงของสหภาพยุโรป ด้านการต่างประเทศและนโยบายความมั่นคงกล่าวในวันประชุมที่กรุงปารีสว่านโยบายอินโด-แปซิฟิก “ไม่ได้ต้านจีน” แต่ก็เสริมว่า “พันธมิตรระหว่างรัสเซียกับจีนท้าทายการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศ”

สำหรับฝรั่งเศสแล้ว โจทย์อยู่ที่ทำให้ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกเป็นกลไกพหุภาคีเพื่อสันติและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อปรับสมดุลอำนาจในภูมิภาคให้ไทยและประเทศเพื่อนบ้านมีอำนาจต่อรองทั้งกับจีนและสหรัฐอเมริกามากขึ้น

การประชุมครั้งนี้จึงถือเป็นก้าวอันสำคัญยิ่งของฝรั่งเศส อียู และประเทศในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

นายฌอง-อีฟส์ เลอ ดริยอง รัฐมนตรีกระทรวงกิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวในฐานะเจ้าภาพการประชุมว่า นี่เป็นก้าวใหญ่ก้าวแรกที่สำคัญในการกำหนดสร้างอนาคตอันสันติและพหุภาคีในภูมิภาค ต่างจากโลกสองขั้ว “ซึ่งเราขยับเขยื้อนไม่ได้”

ด้านประเทศกลุ่มอาเซียน การประชุมครั้งนี้มีรัฐมนตรีต่างประเทศหลายชาติได้มาร่วมด้วยตนเอง จากกัมพูชา เวียดนาม อินโดนีเซีย และไทย

นายดอน ปรมัตถ์วินัย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การ ต่างประเทศของไทย และ นายเลอ ดริยอง รมว.กิจการยุโรปและการต่างประเทศฝรั่งเศส ยังร่วมลงนามในโรดแม็ปปี 2565-2567 สำหรับการดำเนินความสัมพันธ์ฝรั่งเศส-ไทย เพื่อกระชับความเป็นหุ้นส่วนและความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ผ่านการผลักดันโครงการทวิภาคีต่างๆ อย่างเป็นรูปธรรมในช่วง 3 ปีข้างหน้า

“ภายใต้แผนการดังกล่าว ฝรั่งเศสและไทยมุ่งมั่นที่จะยกระดับการเจรจาทางการเมืองเพื่อเสถียรภาพ สันติภาพ และความมั่นคงในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นการจัดการประชุมคณะกรรมการร่วมทางด้านการทหาร หรือการจัดการหารือทางการเมืองในช่วงต่างๆ ของปี”

ส่วนด้านเศรษฐกิจ ฝรั่งเศส และไทยแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอแม้ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 และได้ลงนามในปฏิญญาแสดงเจตจำนงว่าด้วยความร่วมมือในสาขาคมนาคมขนส่งระหว่างกันเมื่อไม่นานนี้ ทั้งสองประเทศจะกระชับความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกันเพื่อส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยการจัดการประชุมระดับสูงประจำปีด้านเศรษฐกิจและโดยการพัฒนาโครงการความร่วมมือต่างๆ

โดยเฉพาะด้านการเติบโตสีเขียว การท่องเที่ยวที่ยั่งยืน การขนส่ง และอำนาจอธิปไตยทางดิจิทัล และในปี 2566 ทั้งสองประเทศจะร่วมกันจัดกิจกรรม “ปีแห่งนวัตกรรมฝรั่งเศส-ไทย”

ทางสถานทูตฝรั่งเศสระบุด้วยว่าจะมีโครงการทางด้านวิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม และทรัพยากรมนุษย์ระหว่างทั้งสองประเทศ และร่วมกันผลักดันประเด็นระดับโลก เช่น ประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ การป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทางสิ่งแวดล้อม ความร่วมมือด้านสาธารณสุข และสถานพยาบาลรวมทั้งหลักสุขภาพหนึ่งเดียว (One Health)

นายตีแยรี มาตู เอกอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำประเทศไทย ผู้มีบทบาทสำคัญในการร่างแผนยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิกก่อนได้รับการแต่งตั้งให้มาดำรงตำแหน่งที่กรุงเทพฯ เมื่อกลางปีที่แล้วให้สัมภาษณ์ว่า ภายใต้ยุทธศาสตร์กรอบมุมมองอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิก ประเทศไทยมียุทธศาสตร์เป็นของตนเอง ยุทธศาสตร์นี้มีความใกล้เคียงสอดคล้องมากกับยุทธศาสตร์ฝรั่งเศสและยุทธศาสตร์สหภาพยุโรป คนไทยทั่วไปสามารถได้รับผลประโยชน์มากมายจากจุดเชื่อมต่างๆ ของยุทธศาสตร์ทั้งสามนี้

สำหรับฝรั่งเศสมีเป้าหมายชัดเจนอย่างยิ่งและเป็นรูปธรรมมาก กล่าวคือสร้างความเชื่อมโยงคุณภาพสูงระหว่างกัน ยกระดับความร่วมมือในด้านการวิจัย นวัตกรรม และการทำให้เป็นดิจิทัล ผลักดันการริเริ่มความร่วมมือเฉพาะทางเพื่อส่งเสริมการบังคับใช้ของข้อตกลงปารีสและอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ

เพื่อนำไปสู่มาตรฐานและเป้าหมายสูงด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ยั่งยืน (รวมถึงน้ำ) และการก้าวไปสู่เศรษฐกิจสะอาด หมุนเวียน และไม่กระทบต่อสภาพอากาศ

ประวิตร โรจนพฤกษ์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน