จากเวทีไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020 ก้าวสู่การเป็นนักแสดงเต็มตัวกับละครเรื่อง “เขยบ้านไร่ สะใภ้ไฮโซ” และ “เสาร์ 5” ทางช่อง 7 HD สำหรับ ‘กานต์’ ณัฐชา ชยางคานนท์
โดยวันนี้เจ้าตัวได้มาเผยมุมมองหลังสัมผัสอาชีพนักแสดง พร้อมกับอัพเดตสถานะของหัวใจ

ตอนนี้มีละคร 2 เรื่องเลย?
กานต์ – “ค่ะ มี เขยบ้านไร่ สะใภ้ไฮโซ กับ เสาร์ 5 ซึ่งคาแร็กเตอร์ทั้งสองเรื่องต่างกัน โดย เขยบ้านไร่ สะใภ้ไฮโซ กานต์รับบท ครูมิ้นท์ เป็นครูที่เรียบร้อย มุ่งมั่นอยากสอนเด็กในชุมชน เรื่องนี้ค่อนข้างทำการบ้านเยอะ ด้วยคาแร็กเตอร์ครูมิ้นท์จะตรงข้ามกับ ตัวกานต์ เพราะกานต์ไม่ได้เป็นสายหวานเรียบร้อยสักเท่าไหร่”

“ส่วน เสาร์ 5 กานต์รับบทเป็นกุ้ง ทหารสื่อสารที่มีความสามารถในการถอดรหัส เป็นผู้หญิงที่กล้าได้กล้าเสีย ทำทุกอย่างเพื่อภารกิจ ซึ่งเรื่องนี้เล่นคู่กับพี่เกรท สพล ที่รับบท กริ่ง คลองตะเคียน เสาร์ 5 เป็นละครบู๊เรื่องแรกของกานต์ค่ะ รู้สึกว่ามันเปิดมุมมองให้เราหลายอย่างมาก กุ้งเป็นคาแร็กเตอร์ที่ทำให้กานต์ได้ลองอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราจริงๆ ทั้งบู๊ เตะต่อย ได้ทดลองเป็นทหาร”

ยากไหมสำหรับละครบู๊?
กานต์ – “เรื่องเสาร์ 5 ได้เวิร์กช็อปกับทางค่ายครั้งนึงค่ะ และได้ไปเรียนเพิ่มเอง เพราะเราไม่เคยจับปืนมาก่อน เลยบอกกับพี่ที่รู้จักว่าอยากเรียนยิงปืน แล้วก็ไปเรียนต่อยมวยเพิ่ม เพื่อฝึกความแข็งแรงค่ะ”

แล้วเรื่อง เขยบ้านไร่ฯ ล่ะ มีเวิร์กช็อป ด้วยไหม?
กานต์ – “คือตอนที่รู้ว่าได้มีโอกาสเป็นนักแสดงของช่อง ช่องก็มีคลาสเรียนแอ๊กติ้ง ซึ่งก่อนจะก้าวออกไปทำงานจริงๆ เขามีอบรมมีสอน เพิ่มเติม เราก็ได้ฝึกเทคนิคการแสดงของทางช่องที่เขาได้จัดเตรียมไว้ให้ค่ะ แล้วก็ไปลงสนามจริง ทำให้ได้ประสบการณ์จากตรงนั้น เพิ่มขึ้นค่ะ”

ละครทั้ง 2 เรื่อง ท้าทายความสามารถเราอย่างไร?
กานต์ – “เรื่อง เขยบ้านไร่ฯ ท้าทายตรงที่ได้เล่นกับพี่มุกดา และเข้ม หัสวีร์ ค่ะ คือกานต์ชื่นชอบพี่มุกดา ฟีลเหมือนเป็นเอฟซี พอไปเจอตัวจริงจะมีความเกร็ง ไม่กล้าเข้าไปคุย แต่เป็นพี่มุกที่เป็นคนมาชวนกานต์กินข้าว เจอตัวจริงแล้วพี่ๆ ทุกคนน่ารักมาก ทุกคนต้อนรับเรา ไม่ได้ปิดกั้น เพราะตอนแรกกลัวว่าการเป็นเด็กใหม่ จะต้องทำตัวเข้าหาใครอย่างไรดี ตอนนี้ก็เป็นตัวเองมากขึ้นค่ะ”

“ส่วนเรื่อง เสาร์ 5 กานต์รู้สึกว่าอยากลองทำ มันจะมีฉากที่น่ากลัว เสี่ยงอันตราย จะเป็นซีนที่เราต้องสไลด์หลบมีดไปข้างหลัง เพื่อหลบมีด ฟันคอ ซึ่งทางผู้กำกับฯ ก็ถามว่าไหวไหม เขาจะเซฟเราตลอด ถามความสมัครใจตลอด แต่ด้วยกานต์อยากลองก็เลยขอลองทำ และเชื่อว่าทีมสตันต์เขาเซฟกานต์อยู่แล้ว และก็มีอีกซีนที่ต้องตีลังกา ผู้กำกับฯ ก็ถามว่าเคยทำไหม กานต์บอกว่าไม่เคยทำ แต่อยากลอง เลยขอลอง ก็ทำได้ค่ะ กานต์ยังอึ้งตัวเองเหมือนกันว่าทำได้ไง เซอร์ไพรส์เหมือนกัน”

ได้เล่นคู่กับ ‘เกรท สพล’ เป็นอย่างไรบ้าง เห็นบู๊ทั้งคู่?
กานต์ – “โห ต้องบอกว่าเรื่องเสาร์ 5 นักแสดงทุกคนบู๊เองหมด ทุกคนมาพร้อมมากทั้ง 5 คู่ พอกานต์ได้เห็นซีนบู๊ คือทุกคนเท่มาก ตื้นตันค่ะ ไม่คิดว่าจะออกมาเท่ขนาดนี้”

บู๊ว่าดุเดือดแล้ว เคมีเลิฟซีนก็ดุเดือด ไม่แพ้กัน?
กานต์ – “ค่ะ ก็มีคนในโซเชี่ยลทั้งในทวิตเตอร์และอินสตาแกรมแท็กมาว่าเคมีได้มาก อาจเพราะตอนถ่ายทำ พี่เกรทจะคอยให้กำลังใจและสอนว่าอย่าไปกดดัน อย่าเกร็ง เพราะเขาก็เข้าใจว่าเป็น เรื่องแรกของกานต์ ทำให้เราเหมือนได้ปล่อย ความรู้สึกออกมา ทำให้ภาพมันออกมาจิ้นอยู่ค่ะ ซึ่งเรื่องนี้ถึงแม้จะเป็นบู๊จริงๆ แต่ก็ไม่ได้บู๊อย่างเดียว จะครบรส มีทั้งดราม่า โรแมนติก และก็มีซีนจูบตั้งแต่ตอนที่ 2”

“ต้องบอกก่อนว่าคาแร็กเตอร์กุ้งเป็นคนลุยมาก แบบบุกผู้ชาย เพราะกุ้งกับกริ่งเคยรักกันมาก่อน แต่คุณพ่อห้ามไว้ จนมาเจอกันอีกครั้งในภารกิจ แล้วเราก็เหมือนตามง้อกริ่งมาเรื่อยๆ ต้องปลอมตัวไปในหมู่บ้านเป็นแฟนกัน แล้วเขาก็ให้เราพิสูจน์ว่าเราเป็นแฟนกันจริงๆ หรือเปล่า เราก็พิสูจน์ด้วยการกระโดดเข้าเอวเขาแล้วจูบเลย (ยิ้ม) จูบจริงด้วย ซึ่งก่อนถ่ายพี่เกรทก็ขอโทษเรา ก็ให้เกียรติกันและกัน”

ทั้ง 2 เรื่อง พบอุปสรรคอะไรบ้าง?
กานต์ – “อย่าง เสาร์ 5 จริงๆ อุปสรรคน่าจะอยู่ที่ตัวกานต์เอง ช่วงแรกๆ ซีนดราม่าเราจะไม่ค่อยเข้าใจ เหมือนมันไกลตัว แต่พอได้เล่นก็เข้าใจมากขึ้น ก็เก็บรายละเอียดมากขึ้น แล้วด้วยเป็นละครบู๊ ก็มี เจ็บตัวบ้างค่ะ ซึ่งกานต์พลาดเอง ล้มเองแบบลงผิดท่า แต่ก็ทำให้เรามีภูมิคุ้มกัน เซฟตัวเองมากขึ้นค่ะ”

“ส่วน เขยบ้านไร่ฯ อุปสรรคแรกคือเรื่องเสียง เพราะกานต์เป็นคนเสียงห้าว แต่คาแร็กเตอร์ครูมิ้นท์เป็นผู้หญิงหวาน เสียงเล็กๆ คือตอนไปถ่ายคิวแรก เรายังไม่ได้เรียนเพิ่มเติม ทางช่องก็เลยมีคลาสวอยซ์เทรนนิ่งให้ เราก็ได้ไปเรียนรู้จากตรงนั้น และปรับใช้กับซีนอื่นๆ ที่ถ่ายหลังจากนั้นค่ะ”

การเป็นนักแสดงเหมือนได้ออกมาจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง?
กานต์ – “ใช่ค่ะ ต้องบอกเลยว่า ทุกคนจะคิดว่ากานต์เป็นคนเงียบๆ เพราะไปกองทีไร เหมือนเรา ไม่ค่อยกล้าคุย ด้วยเราเป็นเด็กใหม่ แต่พอได้รู้จักได้พูดคุยกับรุ่นพี่ ทำให้รู้สึกว่าเราคิดไปเอง เพราะทุกคนต้อนรับเราอย่างดีและพยายามเข้าหาเรา เราก็ออกจากคอมฟอร์ตโซนของตัวเอง และพูดคุยมากขึ้นค่ะ”

นอกจาก 2 เรื่องนี้มีผลงานอะไรให้ติดตามอีก?
กานต์ – “มีเรื่อง หงส์ฟ้า ค่ะ เป็นละครที่กานต์ได้รับบทนางเอกเรื่องแรก คู่กับโอ๊ต ชาคริต ค่ะ นักแสดงหน้าใหม่เหมือนกันเลย ฝากติดตามด้วยนะคะ”

ตอนนี้เรียนจบแล้ว ชีวิตหลังเรียนจบวางแผนไว้อย่างไร?
กานต์ – “อย่างที่เคยให้สัมภาษณ์ไป กานต์อยากเป็นนางแบบ อยากเป็นนักแสดงอยู่แล้ว แล้วกานต์ก็ได้โอกาสจากเวทีไทย ซูเปอร์โมเดล คอนเทสต์ 2020 ค่ะ ซึ่งพอได้ลองเข้ามาทำงานจริงๆ ก็อยากพัฒนาตัวเองไปเรื่อยๆ ให้ทุกคนชื่นชมในผลงาน พยายามทำมันออกมาให้ดีที่สุดค่ะ”

พอได้เข้าวงการ ชีวิตเปลี่ยนไปไหม?
กานต์ – “เปลี่ยนค่ะ อย่างแรกคือได้พัฒนาตัวเองแทบจะทุกด้านเลยค่ะ และได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ การที่ได้เป็นตัวละครตัวหนึ่งมันเหมือนไม่ใช่ตัวเราแล้ว แต่เราก็จะได้เรียนรู้ว่าตัวละครมีมุมมอง ยังไงในสังคมแบบไหน ทำให้เราเข้าใจคนอื่นมากยิ่งขึ้น ที่สำคัญเราได้ลองทำสิ่งที่ในชีวิตประจำวันเราไม่มีทางได้ทำ ก็เป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้เรามองโลกได้กว้างขึ้น มีมุมมองที่กว้างขึ้น ทำให้มีคนรู้จักเรามากขึ้นค่ะ”

ข่าวว่ามีแพลนจะเรียนต่อ?
กานต์ – “ตอนแรกตั้งใจจะเรียนนิติศาสตร์ค่ะ เรียนเป็นปริญญาตรีอีกใบหนึ่ง แต่ช่วงนี้ถ่ายละครแทบจะ 7 วัน เลยขอพักไว้ก่อน เดี๋ยวมีโอกาสค่อยกลับไปเรียน จริงๆ คุณพ่อคุณแม่อยากให้ทำงานราชการ แต่พ่อก็บอกว่าไม่เป็นไรอย่างน้อยก็เรียนเป็นความรู้ไป เพราะตอนนี้เรามาสู่เส้นทางนี้ ก็อยากคว้าโอกาสทำให้ดีที่สุดค่ะ”

อยากต่อยอดจากสิ่งที่เรียนมาไหม หรือเลือกเวย์นี้แล้ว?
กานต์ – “จริงๆ กานต์จบคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ สาขาวิชาการระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มาค่ะ ตอนแรกอยากทำงานกับต่างประเทศ แต่เราก็มองว่าถ้าเดินสายในวงการบันเทิงก็อาจจะมีโอกาสได้ทำงานกับต่างประเทศด้วย ต้องรอดูในอนาคตค่ะ”

สเตตัสหัวใจตอนนี้?
กานต์ – “ยังโสดค่ะ ทำแต่งานค่ะ ไม่ได้ปิดกั้น แต่อยากทำงานจริงๆ คือที่เห็นรุ่นพี่ตอบคำถามว่าอยากโฟกัสเรื่องงาน เราเข้าใจแล้วว่ามันเป็นยังไง เพราะเวลาการทำงานของนักแสดงมันไม่ได้เป๊ะๆ ค่ะ”

นอยด์ไหม เพิ่งได้รับโอกาสด้านงานวงการบันเทิง แต่สถานการณ์โควิดก็ถาโถมเข้ามา?
กานต์ – “นิดนึงค่ะ อย่างเวลาเราไปประชาสัมพันธ์ละคร ก็อาจจะมีการเปลี่ยนรูปแบบไป แต่เรามองว่าเราไม่ได้เสียโอกาส ทั้งหมด เพราะสิ่งหนึ่งที่เราได้คือการเป็นนักแสดงจริงๆ ค่ะ อยากลองเปิดโลกค่ะ”

สุชาวดี อภิสัมภินวงค์

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน