พาณิชย์เตรียมรับมือผลกระทบสงครามรัสเซียกับยูเครน เตรียมรับมือสถานการณ์ของแพง-ขาดตลาดเตือนผู้ส่งออกชะลอขายของให้รัสเซียลดความเสี่ยง ขณะที่ราคาข้าวในประเทศเริ่มดีขึ้น
นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (สคต.) ที่ประจำอยู่ในหลายประเทศทั่วโลก รายงานผลกระทบด้านเศรษฐกิจจากสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน ต่อเศรษฐกิจภายในประเทศโดยทูตพาณิชย์หลายประเทศได้รายงานสถานการณ์และผลกระทบ โดยเฉพาะด้านการค้า ซึ่งภาพรวมทั้งหมดนี้ทางสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์ทางการค้า (สนค.) จะสรุปภาพรวมรายงานต่อนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เตรียมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น
รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ทูตพาณิชย์หลายประเทศรายงานว่า เศรษฐกิจได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม โดยไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงผล กระทบด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ราคา พลังงาน ค่าขนส่ง การขาดแคลนวัตถุดิบในระบบห่วงโซ่อุปทาน และสินค้าราคาแพงขึ้น เป็นต้น และช่วงนี้ผู้ส่งออกไทยควรชะลอการทำการค้ากับรัสเซียไปก่อนเพื่อป้องกันความเสี่ยง
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคม ผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกข้าวไทย ในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2565 (ม.ค.-ก.พ.) ไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากถึง 1.5 ล้านตัน คาดทั้งปีนี้ไทยจะสามารถส่งออกข้าวได้รวมทั้งสิ้น 8 ล้านตัน สูงกว่าเป้า 7 ล้านตัน
“คาดว่าทั้งปีนี้ไทยจะส่งออกข้าว คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวมประมาณ 1.3 แสนล้านบาท จากปัญหาวิกฤตการสู้รบรัสเซียยูเครน ฉุดค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงมาก เหลือ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ทำให้ข้าวส่งออกของไทยราคาถูกลง สามารถแข่งขันด้านราคากับคู่แข่งรายอื่นๆ ได้”
นายชูเกียรติกล่าวว่า ปัญหาสงครามส่งผลกระทบทางด้านจิตวิทยาทำให้ราคาส่งออกข้าวไทยปรับเพิ่มสูงขึ้นตามราคาธัญพืชโลกทั้งแป้งสาลี และข้าวโพด แต่ปรับขึ้น ไม่มากนัก เนื่องจากสต๊อกข้าวโลกยังมีปริมาณมากโดยเฉพาะผลผลิตของอินเดีย แต่หากสงครามยืดเยื้อส่งผล กระทบทำให้การเดินเรือขนส่งสินค้าหยุดชะงัก ราคาน้ำมันแพงต่อเนื่องรุนแรง ก็อาจทำให้ราคาข้าวปรับเพิ่มสูงขึ้นอีก
อย่างไรก็ตาม ราคาส่งออกข้าวไทยในปัจจุบันเริ่มมีการปรับเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ช่วงต้นปี 2565 ก่อนเกิดสงครามแล้ว โดยราคาขยับขึ้น ปรับเพิ่มขึ้น 15 เหรียญสหรัฐต่อตัน หรือราว 495 บาทต่อตัน เนื่องจากการส่งออกที่มากขึ้นกดดันราคาภายในประเทศให้เพิ่มสูงขึ้น