ส.อ.ท.ชี้สงครามรัสเซีย-ยูเครนฉุดส่งออกรถยนต์ 0.02% คงเป้าหมายผลิตปีนี้ 1.8 ล้านคัน จับตา 2 เดือน หวั่นยืดเยื้อลุกลามกระทบวัตถุดิบผลิตชิพและแบตเตอรี่ขาดแคลนไม่น้อยกว่า 50%
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในเดือนก.พ. 2565 อยู่ที่ 79,451 คัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.02%
ทั้งนี้ เนื่องจากการชะลอผลิตรถยนต์นั่งบางรุ่นจากปัญหาขาดแคลนชิพและชิ้นส่วน ทำให้การส่งออกลดลงในตลาดเอเชีย ออสเตรเลีย อเมริกากลาง และอเมริกาใต้ โดยยอดส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปในช่วง 2 เดือนปีนี้ (ม.ค.-ก.พ. 2565) อยู่ที่ 149,284 คัน ลดลง 2.81% ขณะที่มูลค่าการส่งออก 88,312.14 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.49%
“ตอนนี้ไม่แน่ใจว่าปัญหาการขาดแคลนชิพจะส่งผลกระทบเป้าหมายการส่งออกรถยนต์ที่ตั้งไว้ 1 ล้านคันหรือไม่ เพราะรัสเซียและยูเครน เป็นผู้ผลิตสินแร่ที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตชิพและแบตเตอรี่ ทำให้ราคาสูงขึ้นจากเดิมไม่น้อยกว่า 50%”
อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาจะยังไม่เกิดเหตุสู้รบ แต่ผู้ผลิตรถยนต์ก็ประสบปัญหาขาดแคลนชิพอยู่แล้ว จึงขอรอติดตามดูสถานการณ์อีก 1-2 เดือนว่าจะยืดเยื้อหรือลุกลามบานปลายหรือไม่ เพราะก่อนหน้านี้ไม่คิดว่าปัญหาความขัดแย้งจะเกิดขึ้นเร็ว จากที่คาดไว้ว่าจะเป็นช่วงไตรมาส 3-4 ของปีนี้ และขอคงเป้าหมายการผลิตรถยนต์ปีนี้ไว้ที่ 1.8 ล้านคันก่อน”
นายสุรพงษ์กล่าวเพิ่มเติมว่า ส่วนภาพรวมยอดผลิตรถยนต์เดือนก.พ. 2565 อยู่ที่ 155,660 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 0.30% จากการเพิ่มขึ้นของยอดผลิตรถกระบะขายในประเทศเป็นหลัก 44,933 คัน เพิ่มขึ้น 27.82% ทำให้ยอดผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 73,360 คัน เพิ่มขึ้น 9.68% และยอดขายรถยนต์ภายในประเทศอยู่ที่ 74,489 คัน เพิ่มขึ้น 26.30%
โดยเป็นผลจากรัฐบาลอนุญาตให้จัดกิจกรรมด้านเศรษฐกิจมากขึ้น ทั้งยังมีการส่งเสริมการขายของผู้จำหน่ายรถยนต์และงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จะช่วยเพิ่มยอดขายรถยนต์ในเดือนมี.ค.-เม.ย. โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าตั้งแต่เดือนม.ค.-ก.พ. 2565 มียอดขาย 143,944 คัน เพิ่มขึ้น 26.08% และรถจักรยานยนต์มียอดขาย 294,219 คัน เพิ่มขึ้น 10.70%
“ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ปีนี้คาดว่ามียอดจดทะเบียน 4,000-5,000 คัน จากปีก่อนมี 1,900 คัน ขณะที่ผู้บริโภคยังมีความกังวลเกี่ยวกับสถานีชาร์จไฟฟ้าที่ไม่เพียงพอ และราคารถยนต์ที่ยังสูงอยู่ หากมีการนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้ามาจำหน่ายในราคาประมาณคันละ 6-6.5 แสนบาทได้ ประกอบกับนโยบายรัฐที่มีความชัดเจน มีความเป็นไปได้ที่ยอดจดทะเบียนปีนี้จะเพิ่มเป็น 8,000-10,000 คัน”