เรื่องราวของมาร – พญามารที่มาทูลขอให้พระพุทธองค์ปรินิพพานในพระสูตรนี้ ส่วนท่านว่าหมายเอาเทวปุตตมาร แต่มีทางสันนิษฐานได้อีกด้านหนึ่ง (ผิดถูกอย่างไรฝากให้พิจารณาด้วย) อาจหมายถึงขันธมารก็ได้ คือร่างกายของพระองค์ชราภาพมากแล้ว ไม่เอื้ออำนวยให้อยู่ต่อไปได้แล้ว สังขารมาเตือนว่าไม่ไหวแล้วนะ ว่าอย่างนั้นเถิด พระองค์ก็ทรงรู้ว่าคงอยู่ต่อไปไม่นานเกิน 3 เดือน จึงทรงกำหนดพระทัยว่าจะปรินิพพานใน 3 เดือนข้างหน้า

พระพุทธวจนะที่ตรัสกับพระอานนท์เป็นเครื่องยืนยันความข้อนี้ว่า

“ดูก่อนอานนท์ บัดนี้เราแก่เฒ่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว วัยของเราเป็นมาถึง 80 ปีแล้ว

เกวียนเก่ายังใช้ได้เพราะการซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่ฉันใด

กายของตถาคตก็ฉันนั้น ยังพอเป็นไปได้ คล้ายกันเกวียนที่ซ่อมแซมด้วยไม้ไผ่”

เมื่อโบราณาจารย์ท่านว่า มารในที่นี้คืออวสวัตตีมาร ก็ฟังท่านไปก่อน พญามารตนนี้ดูเหมือนจะตามจองล้างจองผลาญพระพุทธองค์มาตั้งแต่วันเสด็จออกบวชแล้ว มาปรากฏตัว ยกมือห้ามว่าอย่าออกบวชเลย อีกไม่กี่เพลาท่านก็จะได้เป็นจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่แล้ว เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงขับไล่ออกไป ถ้าพูดภาษาหนังกำลังภายในก็ว่า “ไสหัวไป” ว่าอย่างนั้นเถอะ

เมื่อครั้งพระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ก็มากระซิบบอกว่าไปไม่ไหวแล้ว ไม่มีทางบรรลุสัมโพธิญาณดอก ตายเสียเถอะ อะไรทำนองนั้น

พอพระองค์ตรัสรู้ใหม่ๆ มารตัวนี้มากระซิบอีกว่า บัดนี้พระองค์ก็บรรลุสัมโพธิญาณดังหวังแล้ว ปรินิพพานเสียเถอะ พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า พระองค์จะไม่ปรินิพพานจนกว่าพรหมจรรย์ (พระศาสนา) ของพระองค์จะแพร่หลายมั่นคง

เสฐียรพงษ์ วรรณปก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน