บุ๊กสโตร์
งานใหญ่ยังรอนักอ่านอยู่ “สัปดาห์หนังสือแห่งชาติ” ณ สถานีกลางบางซื่อ ถึง 6 เมษายนนี้ และรออยู่เช่นกัน เล่มใหม่ เล่มเด่น จาก “สำนักพิมพ์มติชน” ครอบคลุมครบครัน สายการเมือง ประวัติศาสตร์-โบราณคดี วิทยาศาสตร์ นวนิยายทั้งไทยทั้งเทศ สารคดี และสายสร้างแรงใจให้ชีวิตแข็งแกร่ง

….“Who We Are and How We Got Here ดีเอ็นเอปฏิวัติ” ผลงานนักพันธุศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านจีโนม เดวิด ไรช์ (David Reich) แปลโดย ก้อง พาหุรักษ์ พาท่องเข้าไปในโลกองค์ความรู้ใหม่ของสาขาพันธุศาสตร์ที่จะเปลี่ยนภาพจำของเราต่อประชากรมนุษย์ไปตลอดกาล คลายข้อสงสัยเกี่ยวกับมนุษย์ในอดีต สัมผัสกับการค้นพบที่น่าตื่นเต้น ด้วยข้อมูลที่จะพลิกมุมมองไปโดยสิ้นเชิง เราจะได้เห็นว่า ‘พันธุศาสตร์’ เชื่อมโยงกับทุกศาสตร์และอดีตของเราเสมอมา
อ่านอดีตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ผ่านร่องรอยที่หลงเหลือของดีเอ็นเอโบราณ จากความก้าวหน้าทางพันธุศาสตร์ที่ทำให้นักวิจัยสามารถสกัดดีเอ็นเอที่ครอบคลุมจีโนมทั้งชุดจากมนุษย์โบราณได้ เผยให้เห็นข้อเท็จจริงใหม่ของการอพยพย้ายถิ่นฐานและความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มประชากร
เดวิด ไรช์ เชื่อว่า “การปฏิวัติดีเอ็นเอ” คือหัวใจสำคัญของการทำความเข้าใจเรื่องราวในอดีตของเผ่าพันธุ์มนุษย์ ข้อมูลที่ได้จากจีโนมทั้งชุด (กลุ่มยีนในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต) ท้าทายความเชื่อเดิมที่ยึดถือกันมาเนิ่นนาน ทั้งจากสาขาโบราณคดี ประวัติ ศาสตร์ มานุษยวิทยา หรือกระทั่งภาษา ศาสตร์ โดยจะเจาะลึกว่าการปฏิวัติจีโนมในอารยธรรมมนุษย์กำลังเปลี่ยนความเข้าใจของเราเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคสมัยใหม่
“Who We Are and How We Got Here” มีเป้าหมายให้ผู้อ่านได้กระจ่างและสนุกไปกับองค์ความรู้ด้านพันธุศาสตร์ พร้อมกับเปิดหน้าต่างสู่อดีต ทำความรู้จักกับดีเอ็นเอโบราณในแบบที่เข้าใจง่าย ทั้งกับคนทั่วไปและนักวิชาการ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้มุ่งหมายจะให้ข้อสรุปที่สมบูรณ์ เพราะสาขาพันธุศาสตร์ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว และเกิดทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นตลอดเวลา แต่จะชวนไปสำรวจตัวตนของตนเองในอดีตว่า “เราคือใคร และเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร”
จะเรียกเป็น “คู่มือเข้าใจมนุษย์” ก็ไม่ผิดเลย

….“เล่นแร่แปลภาพ ประวัติศาสตร์สยามจากเบื้องหลังภาพถ่าย” จากศิลปิน คอลลาจผู้มีผลงานเป็นเอกลักษณ์สู่การเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว นี่คืองานเขียนเล่มแรกของ นักรบ มูลมานัส ที่จะพานักอ่านเข้าไปสืบ เสาะ ส่องประวัติศาสตร์ช่วงรอยต่อยุคแสวงหาความศิวิไลซ์ในสยามตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา ผ่านภาพถ่ายที่แฝงเรื่องราวและความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของโลก สยามเชื่อมโยงไปถึงโลกตะวันตก ทั้งการมองเรือนกายผู้คนในอิริยาบถต่างๆ การตีความนัยวัตถุ จนถึงการถอดรหัสสัญญะในสถาปัตยกรรม
เพราะเรามักถูกทำให้เชื่อว่า ภาพถ่ายนำเสนอความจริงบางอย่างเสมอ แต่หากลองมองอีกมุม ภาพถ่ายที่ผ่านการเลือกสรรนำเสนอเรื่องราว อาจจะไม่ได้เป็นตัวแทนความจริงเสมอไป ความนัยที่ซ่อนอยู่ในภาพถ่ายจึงเป็นสิ่งที่น่าเข้าไปค้นหา
นักรบนำเข้าไปสำรวจแล้วชวนร่วมแปลภาพถ่าย ร้อยเรียงประวัติศาสตร์จากร่างกาย สิ่งของ และสถานที่ กับวัฒนธรรม วรรณคดี ศิลปะ และการออกแบบ

….และเป็น นักรบ มูลมานัส คนนี้ที่ฝากฝีมือออกแบบปกล่าสุดไว้ที่ “คนจรดาบ” นิยายเล่มใหม่ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ผู้ดึงภาษาพงศาวดารอันสูงส่งอยู่ในหมู่ชนชั้นสูง มาใช้กับชนชั้นไพร่ ด้วยเจตจำนงสำคัญ คือการเสนอภาพชีวิตของเสรีชน ไพร่ฟ้า ไพร่แผ่นดิน เพื่อให้เกิดภาพประวัติศาสตร์อันสมบูรณ์ในทุกๆ ด้าน
เหตุเกิดปลายยุคราชธานีศรีอยุธยาที่ผู้เขียนเล่าบริบทของฉากหลังนี้ไว้ว่า “ยุคบ้านเมืองไร้ขื่อแป ยุคฆ่าฟันและแย่งชิงอำนาจกันตลอดเวลา พ่อฆ่าลูก ลูกฆ่าพ่อ ประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยความแฟนตาซีและเหนือจริง” เรื่องราวของ 1 คนจรดาบ นักเลงนิรนาม กับ 1 พราหมณ์หนุ่มเยี่ยมยุทธ์ในเชิงดาบ ทั้งคู่ปรากฏกายร่วมไขคดีเลือด การลอบสังหารเจ้าพระยาอรรคมหาเสนาบดี หนำซ้ำขณะที่ 7 ขุนเวียงนาครบาลออกล่าผู้ร้าย การตามสืบกลับผิดแผน 7 ขุนเวียงฯ ถูกลวงฆ่า และความลับถูกพราง
ยามนั้นยามกลียุค บ้านเมืองระส่ำระสาย เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ต่างกอบโกยผลประโยชน์ ทอดทิ้งราษฎรให้หาทางเอาตัวรอดกันเองในสภาวะใกล้กาลอวสานของกรุงศรีอยุธยา คู่คนจรดาบรับมอบหมายภารกิจลับจากหลวงชลาชลฯ ขุนนางอยุธยาคนสุดท้ายที่ล่วงรู้ถึงภัยร้าย ทั้งสองมุ่งหน้าสู่กรุงศรีที่เสื่อมอำนาจ เพื่อเปิดโปงแผนร้ายและค้นหาความจริงที่ร้ายยิ่งกว่า
“เป็นพงศาวดารที่เต็มไปด้วยชีวิต เลือดเนื้อและน้ำตาของ ไพร่ฟ้าไพร่แผ่นดิน มิใช่เพียงเรื่องราวของกษัตริย์หรือชนชั้นขุนนางตามแบบอย่างที่เคยมีมาเท่านั้น”