จากคนตัวเล็กสู่ประธานส.อ.ท.
รายงานพิเศษ
จุดเริ่มต้นจากร้านขายเครื่องเขียนเล็กๆ ‘แต้เกียงเซ้ง’ ในตึกแถวเล็กๆ ซอยสวนมะลิ ถนนเสือป่า
จากคนตัวเล็กๆ ที่ค้าขายมาตั้งแต่ 10 ขวบในฐานะลูกคนเดียวของครอบครัวคนจีน ‘คุณสุพันธุ์ มงคลสุธี’ เชื่ออย่างเต็มภาคภูมิว่า
‘คนจีนส่วนใหญ่มักจะมีหัวการค้ามาตั้งแต่เด็กๆ ผมเชื่อเสมอว่าผม Born to be มาเพื่อสิ่งนี้…การถ่ายทอดทางพันธุกรรม หรือ DNA : Deoxyribonucleic Acid นักการค้านั้นมีอยู่จริง ผมมั่นใจว่าคงจะได้เชื้อที่ดีจากพ่อแม่มาล่ะ ผมถึงได้ชอบการทำธุรกิจมาตั้งแต่เป็นเด็กๆ’
หนึ่งในข้อดีของการทำงานตั้งแต่เด็กๆ คือ การถูกหล่อหลอมด้วยสภาพแวดล้อมการทำงานที่เข้มข้น จริงจัง มีการบริหารจัดการเป็นระบบ ทำให้ระบบความคิดโตกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน
แม้จะเป็น ‘ลูกเถ้าแก่’ แต่ ‘คุณสุพันธุ์’มักทำตัวเหมือนลูกจ้างคนหนึ่ง เพราะอยากได้เสียงตอบรับจากสนามการค้าจริง และต้องการพิสูจน์ตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งที่ต้องเดินทางไปขายของต่างจังหวัดด้วยรถไฟ แม้ในพื้นที่เสี่ยงสมัยคอมมิวนิสต์ เพราะคิดว่า ‘ยิ่งพื้นที่ไปยาก ยิ่งขายได้ง่าย’ นั่นอาจทำให้ผมกลายเป็นคนกล้าเสี่ยง และกล้าตัดสินใจ

‘แต้เกียงเซ้ง’ เติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีธุรกิจตัวแทนจำหน่ายสินค้าจากต่างประเทศเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ เมื่อต้องทำธุรกิจกับต่างประเทศมากขึ้น ทำให้ต้องคิดที่จะ ‘ปรับโครงสร้างธุรกิจ’ และ’รีแบรนดิ้ง’
ด้วยความชอบส่วนตัวเรื่องการค้าขายและการทำธุรกิจอยู่ในสายเลือด จึงพยายามเรียนรู้จากคนที่มาค้าขายด้วยกัน บางครั้งก็ใช้วิธีครูพักลักจำ คอยสังเกตและถามว่าขายของอะไร ขายได้อย่างไร มีวิธีเสนองานให้สำเร็จได้อย่างไร และจะปรับปรุงให้บริษัททันสมัยขึ้นได้อย่างไร

เมื่อ 40 ปีที่แล้ว คุณสุพันธุ์ จึงเป็นคนรุ่นแรกๆ ที่ยอมลงทุนซื้อคอมพิวเตอร์มาใช้ในราคาแสนกว่าบาท และเมื่อเริ่มนำมาใช้งานก็ได้ผลดี ทำให้พ่อเชื่อมั่น ความจริงผมก็ทำอะไรคล้ายๆ สตาร์ตอัพสมัยนี้ คอยติดตามศึกษาคอมพิวเตอร์รุ่นใหม่ๆ และมองเห็นโอกาสว่าคอมพิวเตอร์จะมีบทบาทสำคัญอย่างแน่นอนในอนาคต เพราะเราดูแล้วว่าถ้าการใช้งานสะดวก คนจะหันมาใช้มากขึ้น
‘เราจึงทำอะไรที่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์ ต่อยอดจากธุรกิจเครื่องเขียนของครอบครัว ตั้งแต่กระดาษคอมพิวเตอร์ ทำซัพพลายเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทุกอย่าง ทั้งผ้าหมึก/น้ำหมึกเครื่องพรินต์ น้ำยาทำความสะอาด กล่องใส่/แผ่นบันทึกความจำ ปลั๊กไฟ เรียกได้ว่าแทบจะเป็นคนแรกในประเทศไทยที่ทำอุปกรณ์ต่างๆ เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ยังไม่มีคู่แข่ง จึงสามารถทำกำไรได้มาก’ คุณสุพันธุ์เล่า
นับจากวันที่รับช่วงธุรกิจขายส่งเครื่องเขียนต่อจากครอบครัวได้ 1 ปี สามารถสร้างยอดขายได้ 20 กว่าล้านบาท จนถึงวันนี้เติบโตมาเป็น ‘บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ซินเน็ค (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ที่ยิ่งใหญ่ เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าชั้นนำระดับโลกมากกว่า 60 แบรนด์ ปัจจุบันมียอดขายรวม 30,000-40,000 ล้านบาท

ด้วยหลักการบริหารงาน ‘ซื่อสัตย์ ยุติธรรม นวัตกรรมก้าวไกล’
ตั้งแต่เริ่มทำธุรกิจ พ่อแม่ก็สอนสั่งให้เราทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ ตรงไปตรงมา ความเชื่อถือก็จะตามมา พร้อมกับดูแลลูกน้องอย่างเท่าเทียมกัน ให้เกิดความยุติธรรม และต้องพร้อมปรับตัวพัฒนาสอดแทรกนวัตกรรมใหม่ๆ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง
เพราะผมมองว่า การลงทุนทำอะไรสักอย่างต้องยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว ไม่ใช่นกสองตัวแบบเดิมแล้ว…สูตรสำเร็จของการทำธุรกิจแต่ละคนมีมุมมองและวิธีคิดที่ไม่เหมือนกัน ส่วนตัวผมนั้นคิดต่าง ยึดหลัก ‘1+1 ต้องมากกว่า 2’ เพราะการทำธุรกิจหรือทำงานจะต้องมองกว้าง มองไกล มองเห็นผลจากการตัดสินใจได้ล่วงหน้า และต้องดีกว่าทำเพียงคนเดียว
‘ผม-สุพันธุ์ มงคลสุธี ในวันนี้พร้อมส่งไม้ให้รุ่นลูกสานต่อธุรกิจตามวัยและประสบการณ์ที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลา อย่างมีอิสระได้คิด ได้ทำในสิ่งที่ต้องการ

สิ่งสำคัญ คือ คนเราต้องไม่หยุดเรียนรู้ เหมือนผมที่ไม่ได้จบบัญชี ผมจบการขาย ผมก็ไปเรียนบัญชี เรียนเกี่ยวกับระบบโรงงาน หลักสูตรผู้บริหาร หลักสูตรไหนเปิดผมเรียนทุกเรื่อง นอกจากเราได้ความรู้แล้วเรายังได้เพื่อน ทำให้เราเข้าใจและทำให้เราเติบโตขึ้นได้
หลายๆ ครั้งมีคนมาปรึกษาผมเกี่ยวกับแนวทางการทำธุรกิจ ผมจะบอกเสมอว่า ธุรกิจอะไรก็แล้วแต่ อย่ามองผลประโยชน์ส่วนตนฝ่ายเดียว ควรมององค์รวม ถ้าส่วนรวมดี เราก็ดีด้วย แต่ถ้าเราเห็นแก่ตัว ไม่นานส่วนรวมก็ไม่ดี ในที่สุดผลประโยชน์ของเราก็จะแย่ลงไปอีก
จนได้ก้าวเข้าสู่สนามสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) จากสมาชิกส.อ.ท. เป็นประธานส.อ.ท.จังหวัด ขยับมาเป็นรองประธานสภาฯ ภาค เป็นเลขาภาค เป็นกรรมการ (ส่วนกลาง) เป็นรองประธานส.อ.ท.
และไม่เคยคิดคาดคิดเลยว่าจะได้รับความไว้วางใจจากการเลือกตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ‘ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)’ คนที่ 15 และเป็นคนแรกที่อยู่ 3 สมัย
บทบาทบนเก้าอี้ประธานส.อ.ท. ยิ่งทำให้เราเห็นและเข้าใจปัญหาของธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ผมก็เติบโตมาจากจุดเดียวกัน ซึ่งผมผลักดันเรื่องเอสเอ็มอีให้เป็นวาระแห่งชาติมาโดยตลอด เพราะเชื่อว่าถ้ามีบริษัทขนาดกลางและเอสเอ็มอีที่แข็งแกร่งอีกสัก 20-30 เท่า ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลง ไม่จำเป็นว่าจะต้องมีแค่บริษัทใหญ่ๆ เท่านั้น
และขอส่งต่อนโยบายประธานส.อ.ท.คนใหม่สานต่อให้ ส.อ.ท.เป็นศูนย์กลางดูแลสมาชิกให้เกิดความแข็งแกร่งมากขึ้น และเชื่อว่าประธานส.อ.ท.คนใหม่ จะสานต่อโจทย์ในการช่วยเหลือสมาชิกให้แข็งแรงยิ่งๆ ขึ้นต่อไปได้
ในเวลาเดียวกัน ประธาน ส.อ.ท.ยังต้องทำหน้าที่หลักในการสะท้อนปัญหาของสมาชิก รวมถึงภาคเอกชนไปยังรัฐบาล หรือหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ได้รู้ว่า ภาคเอกชนต้องการอะไร เพื่อให้ภาครัฐปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

เพราะการทำให้เกิดความร่วมมือกับภาครัฐถือเป็นสิ่งจำเป็น ภาครัฐและเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน เอกชนไปเดี่ยวก็ไปได้ไม่ไกล ยิ่งภาครัฐไปเดี่ยวยิ่งไม่ไกลใหญ่ เพราะฉะนั้นทั้งสองฝ่ายต้องเปิดโอกาสรับฟังความคิดที่จะเดินไปด้วยกันได้
‘ปัญหาตลอดเวลาที่ผ่านมา คือ เอกชนก็มองว่ารัฐเชื่องช้า มีการทุจริตคอร์รัปชั่น ภาครัฐก็มองว่าเอกชนเอาแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ทั้งสองฝ่ายต้องขจัดสิ่งเหล่านี้ออกไป แล้วมาจับมือร่วมเดินไปด้วยกัน ทำให้รู้ว่าถ้าเอกชนแข็งแรง เศรษฐกิจของประเทศก็แข็งแรง ภาครัฐก็แข็งแรง’
ส่วนตัวมองว่าทุกอย่างเป็นยุทธศาสตร์ในการทำงาน เพราะฉะนั้นเราจะทำอะไรต้องมียุทธวิธี และมองว่ายุทธวิธีนี้ต้องมีเป้าหมายให้ประสบความสำเร็จ ถ้ามียุทธวิธีแต่ไม่มีการผลักดันให้เกิดความสำเร็จก็ไม่ได้ แต่ถ้าจะไปให้สำเร็จโดยไม่มียุทธวิธีก็ไม่ได้
ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ เวลาผมทำงานที่ไหน แม้แต่บริษัทผมเองหรือทำงานที่ส.อ.ท. ผมก็มียุทธศาสตร์ทุกสมัยที่ทำเสมอ เป้าหมายคืออะไร บริษัทหรือองค์กรจะเดินไปพร้อมกันอย่างไร ที่จะทำให้เรามีโอกาสถึงเป้าหมายได้มากขึ้น
ทุกบทบาทที่ประสบความสำเร็จได้ในวันนี้ ผมไม่เคยลืมว่า ผมเกิดมาจากคนตัวเล็กๆ เคยลำบากอย่างไร และฝ่าฟันอุปสรรคมาได้อย่างไร จึงน่าจะพอมีอะไรบอกเป็นวิทยาทานให้กับคนรุ่นต่อๆ ไป อย่างการเริ่มต้นทำธุรกิจ วิธีคิด วิธีรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในแต่ละช่วงควรทำอย่างไร เพื่อให้ธุรกิจเติบโตทันกระแสของโลก
มาหาคำตอบนี้ ผ่านเรื่องเล่าหนังสือ เส้นทางชีวิต CEO นักยุทธศาสตร์ไทย ‘สุพันธุ์ มงคลสุธี’ ครบอรรถรส พร้อมเปิดตัวในงานสัปดาห์หนังสือ ครั้งที่ 50 ปี 2565 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 26 มี.ค.-6 เม.ย. 2565 ที่สถานีกลางบางซื่อ
แฟนคลับ นักธุรกิจ นักคิด นักอ่านติดตามพบ CEO คนจริง ตัวจริง เสียงจริงได้ในวันที่ 3 เม.ย. 2565 เวลา 14.00-15.00 น. ที่บูธมติชน A16 รายได้จากการจำหน่ายหนังสือทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย มอบให้มูลนิธิกองทุนนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม
อุดหนุนหนังสือแล้วนอกจากจะได้ความรู้แล้วยังได้บุญอีกด้วย