ธนาคารไทยพาณิชย์หั่นจีดีพีปี’65 เหลือ 2.7% พิษจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน หากยืดเยื้อและขยายวงกว้างเลวร้ายสุดโตแค่ 1-2% คาดเงินเฟ้อพุ่งแตะ 4.9% สูงสุดในรอบ 14 ปี
นายยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่ากลุ่มงาน Economic Intelligence Center หรือ EIC (อีไอซี) ธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยในปี 2565 เป็น 2.7% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.2% จากผลกระทบของสงครามรัสเซียและยูเครน ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้จีดีพีไทยที่จะกลับไประดับเดียวกับปี 2562 จะใช้เวลานานขึ้นเป็นครึ่งปีหลังของปี 2566

“อีไอซีประเมิน 3 กรณี 1.หากสงครามยืดเยื้อ 3-6 เดือน ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 110 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล 2.สงครามยืดเยื้อและขยายวงกว้าง ราคาน้ำมันจะแตะ 133 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และ 3.จบเร็ว ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่สงครามยังไม่มีความแน่นอน การสู้รบและการคว่ำบาตรกระทบเศรษฐกิจโลก หากยืดเยื้อนานและขยายวงกว้างเศรษฐกิจโลกอาจจะเติบโตเพียง 2% ส่วนเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตเพียง 1-2%”

นอกจากนี้ อีไอซีได้คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเฉลี่ยทั้งปีนี้จะเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปีที่ระดับ 4.9% จากราคาพลังงานและอาหารที่ปรับเพิ่มขึ้น ส่งผลการใช้จ่ายในประเทศจะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทั้งจากกำลังซื้อของครัวเรือนที่ปีนี้อาจจะติดลบจากการฟื้นตัวของค่าจ้างแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ ไม่ทันค่าครองชีพ และหนี้ครัวเรือนยังเร่งตัวต่อเนื่อง ดังนั้น ภาครัฐจึงยังควรมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบ

นายยรรยงกล่าวว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 5 แสนล้านบาท ขณะนี้เหลือแค่ 7.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งยังสามารถกู้เพิ่มได้อีก 3-5 แสนล้านบาท จากที่ขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็น 70% ของจีดีพี ส่วนการตรึงราคาน้ำมันดีเซลแบบหน้ากระดานมีผลเสียที่ไม่ตั้งใจอย่างน้อย 3 มิติ คือ 1.เงินอุดหนุนส่วนใหญ่ไม่ได้ถูกใช้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบของ ผู้มีรายได้น้อย 2.ทำให้บัญชีเดินสะพัดขาดดุลมาก และ 3.เกิดปัญหาเชิงโครงสร้างด้านประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำและการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลมากเกินไป

ดังนั้น ภาครัฐจึงควรทยอยปรับขึ้นราคาอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ฝืนทิศทางของราคาในตลาด เพื่อให้เวลาผู้บริโภคในการปรับตัว และเสริมด้วยมาตรการการอุดหนุนเฉพาะจุดแก่กลุ่มผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มธุรกิจขนส่งสาธารณะ เพื่อลดผลกระทบความเดือดร้อนอย่างตรงจุด
ควบคู่กับการสร้างแรงจูงใจแก่ภาคเอกชนในการลงทุนในพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้พลังงาน เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นและยกระดับเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะยาว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน