เพลิงพิษแห่งริษยา
ฝึกจิต
“อันที่จริงคนเขาอยากเห็นเราดี แต่เราเด่นขึ้นทุกทีเขา หมั่นไส้” วาทะทองที่สะท้อนใจคนส่วนใหญ่ในสังคมของ หลวงวิจิตรวาทการ ยังคงใช้ได้ดีมาจนถึงทุกวันนี้
ด้วยว่าลึกๆ ภายในใจคน มักซ่อนความอิจฉาริษยาไว้ มากบ้าง น้อยบ้าง แตกต่างตามกำลังบุญและการฝึกฝนอบรมพัฒนาจิตของแต่ละคน เพราะความอิจฉาริษยาตัวแสบนี้เอง จึงทำให้ทั้งตนเอง สังคม หรือประเทศชาติ เจริญรุ่งเรืองได้ยาก เมื่อเห็นใครดีกว่า ที่ดีหน่อยก็เพียงแค่ลุ้นว่าเมื่อไหร่เขาจะล้ม ที่ร้ายนิดก็คอยซ้ำเติม ส่วนที่เลวหนักคือเตะตัดขาให้พังกันไปข้างหนึ่ง พอล้มก็ซ้ำเติมจนไม่เป็นผู้เป็นคน
ช่างเป็นภาพที่ดูตัดกับความเป็นสังคมพุทธอันสง่างามอย่างเหลือประมาณ!!
สำหรับความอิจฉาริษยาโดยทั่วไปก็จัดว่ามีโทษไม่น้อยอยู่แล้ว คือ 1. ใจทุรนทุรายเร่าร้อน นอนก็ทุกข์ ตื่นก็เครียด 2. ทำลายความดี เพิ่มความชั่วให้แก่จิตใจ 3. ถึงความเสื่อมถอยในทุกประการ
ยิ่งถ้าเพิ่มดีกรีความอิจฉาริษยาไปฟาดฟันใส่คนบุญที่สร้างกุศลก็ยิ่งหนักกว่าเป็นหลายเท่าพันทวี ซึ่งในปัจจุบันเหตุการณ์แบบนี้ก็มีอยู่มากจนออกหน้าออกตา เช่น เห็นคนสร้างโบสถ์สร้างพระใหญ่สัก 3 ล้าน 5 ล้าน คนบางพวกก็บอกทำไมไม่เอาเงินไปสร้างโรงพยาบาล ไม่เอาเงินไปแจกคนจน ไม่เอาเงินไปช่วยเหลือน้ำท่วม ไม่เอาไปช่วยสงครามยูเครน ไปพูดทิ่มแทงจนคนทำบุญต้อง เสียกำลังใจ ทั้งที่ไม่ใช่เงินของตัวเองแม้แต่บาทเดียว
โดยที่ไม่ได้รู้ตัวว่า การกระทำเช่นนั้น จะสร้างทุกข์เพิ่มโทษให้แก่ตนเองมากมายถึงขนาดไหน ถ้าในพระไตรปิฎก เรื่อง อสทิสทาน ก็จะระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
ในการแข่งกันทำบุญระหว่าง พระราชา คือ พระเจ้าปเสนธิโกศล แห่งเมืองสาวัตถี กับประชาชน โดยพระราชาเริ่มต้นทำสังฆทานกับพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ 500 รูป แล้วชักชวนให้ชาวเมืองดูว่าตนเองทำบุญมากขนาดไหน ชาวเมืองเห็นดังนั้น ก็จับมือกันทำสังฆทานในวันถัดมาให้มากกว่าพระราชา เรียกว่าเกทับแบบไม่ไว้หน้า วันถัดมาพระราชาก็พยายามทำให้มากกว่าประชาชนของพระองค์ ชนิดยอมกันไม่ได้ โดยเป็นอยู่แบบนี้ติดต่อกัน 6 วัน
พอถึงวันที่ 7 พระราชาก็ตั้งใจทำบุญใหญ่ชนิดที่ประชาชนจะไม่สามารถกระทำให้ยิ่งกว่าได้ โดยการจัดแต่งสถานที่ขบฉันด้วยของราคาสูงล้วน เช่น มณฑปรูปเรือเป็นทองคำถวายให้พระพุทธเจ้าประทับนั่ง เป็นต้น จึงทำให้มื้อนี้มื้อเดียว พระราชาใช้ทรัพย์ไปทั้งสิ้น 14 โกฏิ หรือ 140 ล้านกหาปณะ ถ้าคิดเป็นมูลค่าในปัจจุบันก็ประมาณ 92,348 ล้านบาท!!
ฟังตัวเลขอย่างเดียวก็แทบช็อก!! ชาวบ้านทั้งหมดจึงยอมศิโรราบ แล้วต่างอนุโมทนาสาธุการกันสนั่นเมือง พระเจ้าปเสนธิโกศล ก็ปลื้มอกปลื้มใจ จึงรอให้พระพุทธเจ้าตรัสสัมโมทนียกถา คือ บทธรรมที่ทำให้ชุ่มชื่นปีติใจยิ่งขึ้นไป แต่รอจนแล้วจนเล่าพระพุทธเจ้าก็ยังนิ่ง พอพระองค์ฉันเสร็จ ก็ทรงตรัสพระคาถาเพียง 4 บท แล้วลุกเสด็จกลับวัดทันที
พระราชาเห็นอย่างนั้นก็เศร้าใจว่า พระพุทธเจ้าไม่อนุโมทนาให้สมกับความตั้งใจทำทานของตน ประกอบกับเกิดความสงสัยว่าตัวเองทำทานไม่ครบ หรือ ทำสิ่งใดให้พระพุทธองค์ไม่พอพระทัยหรือเปล่า จึงตามไปเข้าเฝ้าเพื่อสอบถาม
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า ทานที่พระราชาถวายเรียกว่า “อสทิสทาน” เป็นทานอันเลิศ ทำได้ยาก และจะเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในยุคของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง
แต่เหตุที่พระองค์ตรัสาถาเพียงแค่ 4 บท เพราะในขณะที่คนส่วนใหญ่ชื่นชมอนุโมทนา ถ้าพระองค์กล่าวอนุโมทนาอย่าง เต็มที่ จะทำให้มีผู้บรรลุธรรมมาก แต่อำมาตย์คนหนึ่งของพระราชาชื่อ กาฬะอำมาตย์ ได้คิดว่า ‘ความเสื่อมจะเกิดขึ้นแก่ราชตระกูลแล้ว ที่ทำสังฆทานมื้อเดียวใช้เงินไปมากขึ้น 140 ล้าน พระ เหล่านี้ฉันเสร็จก็กลับไปนอน ไม่ได้ทำประโยชน์อะไร การ ทำทานมากขนาดนี้เป็นเรื่องไม่สมควร เสียดายเงิน แทนที่จะเอาเงินไปทำอย่างอื่น!!’
(ซึ่งคนในสมัยนี้ที่คิดแบบนี้ก็คงมีอยู่ไม่ใช่น้อย)
หากในตอนนั้นพระพุทธองค์กล่าวอนุโมทนาบุญกับพระราชาอย่างเต็มที่ กาฬะอำมาตย์จะหัวแตกเป็น 7 เสี่ยง และตายอยู่ตรงนั้นทันที!! ในจุดนี้ ท่านผู้อ่านลองพิจารณาดูเถิด อยู่ดีไม่ว่าดี ไม่มีอย่างเขา ยังอุตส่าห์ไป “เผือก” คิดหาโทษให้กับตัวเองถึงเพียงนั้น ดีว่าพระพุทธเจ้าท่านสงสาร หยุดไว้ไม่กล่าวอนุโมทนาอย่างเต็มที่ จึงรอดมาได้
พระราชาพอฟังพระพุทธเจ้าตรัสจบ ก็หันกลับไปถาม กาฬะอำมาตย์ว่า ท่านคิดแบบนั้นจริงหรือ? อำมาตย์ก็ตอบว่าจริง พระราชาจึงถามว่า เราไม่ได้เอาเงินท่านมาทำบุญ และการทำบุญของเราก็ไม่ได้เบียดเบียนท่าน ทำไมท่านจึงต้องคิด เช่นนั้น?! แล้วพระราชาก็ไล่กาฬะอำมาตย์ออกจากเมืองไป เพราะความที่ไม่ต้องการชนชั้นปกครองที่จิตใจคับแคบ ขี้อิจฉา ไม่ยินดีในบุญของผู้อื่นแบบนั้น
ดังนั้นเรื่องความคิด ความเห็น ที่ประกอบด้วยความอิจฉาริษยา หรือ พอเห็นใครทำบุญมากหน่อยก็เร่าร้อนดีดดิ้น อันนี้เป็นสิ่งต้องระมัดระวังให้มาก ถ้าปรารถนาความสุขและความเจริญ!!
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐