อ่านรู้เท่าทัน “บางกอก-ดิจิทัล-ทหารของพระราชา”
บุ๊กสโตร์
“สำนักพิมพ์มติชน” www.matichonbook.com เรียง 3 เล่มมาชวนอ่านให้รู้เท่าทันความเป็นมาของเรื่องราววันนั้นที่ส่งผลถึงวันนี้ และเรื่องโลกวันนี้ที่ผันแปรไปรวดเร็ว
….“ทหารของพระราชา” ผลงานที่ผู้เขียน เทพ บุญตานนท์ ระบุไว้ในคำนำ “หนังสือเล่มนี้มีจุดมุ่งหมายสำคัญสองประการคือ ประการแรกต้องการย้อนกลับไปดูความสัมพันธ์ระหว่างกองทัพไทยหลังการปฏิรูปให้เป็นสมัยใหม่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชใน พ.ศ. 2500
อีกวัตถุประสงค์หนึ่งและเป็นประเด็นหลักของงานเขียนชิ้นนี้ คือความต้องการสำรวจความสำคัญของพิธีกรรมทางทหารและพระราชกรณียกิจทางทหารของพระมหากษัตริย์ว่ามีส่วนสำคัญต่อการปลูกฝังความจงรักภักดีของทหารต่อพระมหากษัตริย์อย่างไร พร้อมกันนี้ยังพยายามทำความเข้าใจกับปรากฏการณ์ในช่วงทศวรรษ 2480 ซึ่ง จอมพล ป. พิบูลสงคราม ขึ้นมาปกครองประเทศพร้อมกับนโยบายที่จะนำตัวเองมาเป็นศูนย์กลางของชาติและกองทัพ ว่าจอมพล ป. ได้ใช้พิธีกรรมทางทหารในการสร้างความชอบธรรมให้กับตนเพื่อเป็นจอมทัพของชาติแทนพระมหากษัตริย์อย่างไร”
พาย้อนสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างสถาบัน พระมหากษัตริย์กับกองทัพไทย แสดงจะแจ้งภาพเบื้องหลังที่มาและเครื่องมือก่อร่างกษัตริย์นิยมในกองทัพไทย พ.ศ. 2411-2500 อ่านความหมายและความสำคัญของพิธีกรรมและพระราชกรณียกิจทางทหารของพระมหากษัตริย์หลังการปฏิรูปประเทศให้เป็นสมัยใหม่ พิจารณาลงไปในการก่อร่างสร้างความจงรัก-รอยร้าวในความภักดี

“บ่อยครั้งเรามักได้ยินบทสัมภาษณ์จากบรรดานายพลระดับสูงในกองทัพว่าพวกเขาเป็น “ทหารของพระราชา” หรือ “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นองค์จอมทัพไทย” แน่นอนว่าบทสัมภาษณ์มักตามมาซึ่งการเน้นย้ำอยู่เสมอว่าทหารเป็น กลุ่มคนที่มีความจงรักภักดีต่อ พระมหากษัตริย์และดูเหมือนว่า จะมากที่สุดในบรรดาคนไทยทั้งประเทศ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ แต่ในทางตรงกันข้าม สามัญสำนึกของทหารว่าตนเองเป็นคนที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์เหนือผู้อื่นผู้ใด เป็นกระบวนการที่ถูกเน้นย้ำและปลูกฝังมาร่วมร้อยปี นับตั้งแต่กองทัพสมัยใหม่ได้ปรากฏขึ้นอย่างเป็นทางการในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เรื่องดังกล่าวจึงน่าสนใจว่านับตั้งแต่การปฏิรูปกองทัพจนถึงทุกวันนี้ เครื่องมืออะไรได้ทำหน้าที่ปลูกฝังให้ทหารมีสำนึกดังกล่าวปรากฏขึ้นอย่างที่ได้พบเห็นกัน”

….“ก่อร่างเป็นบางกอก” นี่คือชื่อหนังสือที่ฉายภาพชัดประวัติศาสตร์ดินแดนก่อนจะเป็นเมืองหลวงของไทยวันนี้
หนังสือมานุษยวิทยาจากสายตาชาวต่างชาติ Edward Van Roy จะพาไปค้นพบเสน่ห์อันล้ำค่าของบางกอก ที่ไม่ใช่เอกลักษณ์แบบไทยๆ แต่คือดินแดนซึ่งรวบรวมความหลากหลายทางเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรมเอาไว้ เป็นดินแดนที่พบกับความแปลกใหม่ได้ในทุกฉากทัศน์ อันเป็นส่วนผสานผสมจากอัตลักษณ์ข้ามหลากวัฒนธรรม
บางกอกในวันนั้นคงไม่อาจเป็นกรุงเทพฯ ในวันนี้ได้ หากปราศจากพลังประกอบสร้างจากพหุชาติพันธุ์อันแตกต่าง
“สยามเป็นอาณาบริเวณที่มีลำดับชั้นเสมอ ไม่เพียงตามชนชั้นและสถานภาพ แต่ยังรวมถึงลำดับชั้นตามภูมิศาสตร์ชาติพันธุ์อีกด้วย เมืองหลวงถูกวางผังหลายชั้น ที่พักอาศัยแผ่จากศูนย์กลางออกไปพ้นเขตพระราชวัง แล้วค่อยๆ ลดทอนระดับของความสำคัญลงมา ด้านในปราการพระราชวังที่อยู่ของเจ้านายและขุนนางถูกโอบล้อมด้วยกำแพง ด้านนอกไปจนถึงชานเมืองเป็นที่อาศัยของคนชั้นล่างของสังคม ได้แก่ ไพร่ ทาส เชลยสงคราม และบรรดาลูกหลานของทาสจากหลากหลายกลุ่มชาติพันธุ์
โครงสร้างทางการเมืองและการจัดองค์การทางสังคม เป็นมุมมองจากเบื้องบนของระเบียบแบบแผนสังคมทางพุทธจักรวาล ประกอบด้วยรูปแบบของวงแหวนทางอำนาจและสถานภาพ แผ่ขยายจากศูนย์กลางไปยังชายขอบ พ้นจากบางกอกไปดินแดนชนบทเป็นที่อยู่ของหมู่บ้านชาวนา ทั้งที่เป็นชาวไทยและไม่ใช่ชาวไทย เขตขันธ์ที่ตั้งต่างๆ และแม้กระทั่งพื้นที่ในภูมิภาคซึ่งไม่อุดมสมบูรณ์นักก็เป็นที่อยู่ของกลุ่มชาติพันธุ์ส่วนน้อย”

….“My Brain Has Too Many Tabs Open ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล” เพราะทุกวันนี้เรา “เปิดมือถือดูโซเชียลตั้งแต่วินาทีแรกที่ลืมตาตื่น, เสพและแชร์ข่าวปลอมทางออนไลน์โดยไม่รู้ตัว, ก้มหน้าดูโทรศัพท์แม้อยู่กลางวงสนทนา ฯลฯ”
หนังสือเล่มนี้ชวนทบทวนในช่วงเวลาที่เทคโนโลยีค่อยๆ เปลี่ยนแปลงชีวิตประจำวันของเรา โน้มน้าวให้เราใช้ชีวิตอย่าง ไม่อาจแยกขาดจากมันได้ และชวนตั้งคำถามกับตัวเอง “นี่คือ สิ่งที่ฉันต้องการจริงๆ หรือเปล่า”
เราต่างออกกำลังกาย ท่องเที่ยว และหาเวลาพักผ่อนเพื่อปรับสมดุลร่างกายและจิตใจ แต่ชีวิตด้านดิจิทัลก็ต้องการการปรับสมดุลเช่นกัน…มาอ่านเอาเรื่องแล้วลอง “ปิดแท็บชีวิตแค่ปิดโซเชียล” เพื่อ รัก เรียน รู้ สู่การเป็นพลเมืองดิจิทัล