เอดีบีคาดการณ์จีดีพีไทยปี 2565 โตแค่ 3% ชี้เศรษฐกิจยังมีความเสี่ยงขาลงโอมิครอน-สงคราม ยังตามทุบเศรษฐกิจไม่เลิก พ่วงปัญหาค่าครองชีพ-ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นกดดันต่อเนื่อง พร้อมประเมินเงินเฟ้อทั้งปีแตะระดับ 3.3%

รายงานข่าวจาก ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ได้คาดการณ์ แนวโน้มการเติบโตของตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2565 ว่า จะขยายตัว ได้ที่ระดับ 3% ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 4% ขณะที่ปี 2566 จะขยายตัว เพิ่มขึ้นที่ระดับ 4.5% เนื่องจากเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างช้าๆ ตั้งแต่ช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายของปี 2564 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะยังสามารถฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องในปีนี้

ทั้งนี้ การเติบโตของเศรษฐกิจยังคงมีความเสี่ยงขาลง ทั้งจากการระบาดรอบใหม่ของโควิด-19 โดยเฉพาะจากสายพันธุ์ใหม่โอมิครอน ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก รวมทั้งค่าครองชีพและต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นในประเทศไทย

ขณะที่อัตราเงินเฟ้อ คาดว่าจะปรับสูงขึ้นตามการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงาน โดยคาดว่าอัตราเงินเฟ้อของไทยในปี 2565 จะอยู่ที่ระดับ 3.3% หากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยืดเยื้อ จะยิ่งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ เอดีบีได้คาดการณ์ภาพรวมการส่งออกและบริการ ของไทยในปี 2565 จะขยายตัวที่ระดับ 6.1% และในปี 2566 ขยายตัว เพิ่มขึ้นเป็น 9.4% ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาด้านอุปทานที่คาดว่าจะเริ่มคลี่คลายในปี 2566 ขณะที่ปัญหาระหว่างรัสเซียและยูเครนนั้น คาดว่าจะกระทบการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมหลายประเภทที่ผลิตในไทย อาทิ ยานยนต์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยางพารา และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่อาจจะยังเผชิญปัญหาด้านอุปทาน

“การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวนั้น ยังขึ้นอยู่กับสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ทำให้คาดว่าเศรษฐกิจไทยจะค่อยๆ ฟื้นตัวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ส่วนปัญหารัสเซีย และยูเครนนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเดินทางเข้าประเทศ ของนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยคาดว่าปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าไทยจะอยู่ที่ 5 ล้านคน และเพิ่มขึ้นเป็น 12 ล้านคนในปี 2566”

สำหรับการบริโภคภาคเอกชน คาดว่าจะชะลอลงในครึ่งแรก ของปีนี้ จากการระบาดของโอมิครอน ประกอบกับราคาน้ำมัน ที่สูงขึ้น คาดว่าจะลดกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งปี 2565 ขณะที่มาตรการด้านการคลังนั้นจะมีส่วนช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค โดยเฉพาะมาตรการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 จะช่วยลดค่าครองชีพและสร้างรายได้ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก รวมถึงมาตรการช้อปดีมีคืน การลดค่าโอนและจดจำนองในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยประเมินว่าในปีนี้การบริโภคภาคเอกชนจะขยายตัวที่ระดับ 3.3% ขณะที่การลงทุน ภาคเอกชนในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวที่ 3.8% และปี 2566 ที่ 2.1%

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน