มูดี้ส์คงเรตติ้งประเทศไทย ระบุเศรษฐกิจ มีเสถียรภาพ เงินทุนสำรองระหว่างประเทศยังแกร่ง ส่วนหนี้รัฐบาลสกุลเงินต่างประเทศยังต่ำ มั่นใจเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ภายใน 2-3 ปี

นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 เม.ย.2565 บริษัท Moody’s Investors Service (Moody’s) ได้คงอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยที่ Baa1 หรือเทียบเท่า BBB+ และคงมุมมองความน่าเชื่อถือ ที่ระดับมีเสถียรภาพ เนื่องจากไทยมีประสิทธิผลของนโยบายเศรษฐกิจมหภาคทำให้ไทยมีความยืดหยุ่นในการรองรับการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และแรงกระทบ ที่รุนแรงจากปัญหาโควิด-19 ได้

โดยโครงการเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะช่วยเพิ่มการลงทุนโดย 2-3 ปี หลังจากโรคโควิด-19 คลี่คลาย เศรษฐกิจและท่องเที่ยวจะฟื้นตัว คาดว่าปี 2565 และปี 2566 โตได้ 3.4% และ 4.8% ตามลำดับ

ส่วนการคลังสาธารณะมีความแข็งแกร่ง คาดว่า 2-3 ปี ข้างหน้ายังใช้นโยบายการคลังแบบผ่อนคลาย ส่วนหนี้ ภาครัฐปี 2565-2567 จะอยู่ที่ 52-54% ของ GDP แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้นตัวภาระหนี้จะลดลงเอง

สัดส่วนหนี้ภาครัฐสกุลเงินต่างประเทศยังต่ำ เงินออมภายในมีมาก ส่วนภาคการเงินต่างประเทศยังเข้มแข็ง ทุนสำรองระหว่างประเทศยังสูง แม้ว่าปี 2565 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์และต้นทุนขนส่งสูงขึ้น แต่จะกลับมาเกินดุลในปี 2566

ส่วนปัจจัยที่จะทำให้ Moody’s ปรับเพิ่มความน่าเชื่อถือ คือ การเพิ่มระดับการลงทุนและขีดความสามารถในการแข่งขัน ส่วนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออันดับความน่าเชื่อถือ คือ หนี้สาธารณะที่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเกินกว่าที่คาดการณ์ แผนการคลังระยะปานกลาง และปัจจัยทางการเมือง

ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) คาดว่าเศรษฐกิจไทย จะโต 3% ในปี 2565 และ 4.5% ในปี 2566 เริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ 2-3 เดือนสุดท้ายของปี 2564 และคาดว่าจะฟื้น ต่อเนื่องในปี 2565 ขณะที่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ คนละครึ่ง ช่วยเยียวยาได้

ส่วนหนี้ครัวเรือน ณ สิ้นสุดไตรมาส 4 ปี 2564 อยู่ที่ 14.58 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 90.1% ต่อ GDP หนี้ส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่นำไปซื้ออสังหาริมทรัพย์เพื่อลงทุนซึ่งถือว่าเป็นหนี้ที่ก่อให้เกิดรายได้ในอนาคต ส่วนหนี้ เพื่อการอุปโภคบริโภคนั้นถือว่ายังมีปริมาณน้อย

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน