ความลับของต้นพระศรีมหาโพธิ!

ฝึกจิต

ช่วงนี้ผู้เขียนเดินทางกลับสู่ประเทศอินเดีย ตามหน้าที่ มอบหมายในฐานะ พระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย- เนปาล เพื่อมาดูแลวัดวาอารามบางแห่งที่ร้างคนไทยไปนานถึง สองปีเต็ม แม้จะมีคนอินเดียคอยดูแลวัดอยู่ก็ตาม แต่อย่างไร ก็ไม่เหมือนกับที่เราคนไทยคอยดูแลอยู่ด้วยตัวเอง

เมื่อมาถึงอินเดีย ในแดนพุทธภูมิ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การเข้าไปกราบสักการะต้นพระศรีมหาโพธิ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ เมืองพุทธคยา

เมื่อมาถึงก็ได้เห็นว่าใบของต้นพระศรีมหาโพธิกำลังร่วงหลุดลงมาเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนทั่วไปอาจไม่ทราบ ‘ความลับ’ ของต้นไม้แห่งการตรัสรู้ว่า ทุกปีเวลาประมาณกลางเดือนมีนาคม ต้นพระศรีมหาโพธิจะผลัดใบใหม่ และจะมีผู้คนมากมายรอคอยใบที่ร่วงหลุดออกมาจากขั้ว โดยใบอ่อนจะเริ่มกลับมาปกคลุมไปทั่วลำต้นอีกครั้งในช่วงต้นเดือนเมษายน ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งช่วงเวลาที่งดงามของต้นพระศรีมหาโพธิ

การหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านเป็นเรื่องของธรรมะ คือ ธรรมชาติ ที่มีเกินขึ้น ตั้งอยู่ และแตกสลายไป

แม้แต่ต้นพระศรีมหาโพธิ ก็ตกอยู่ใต้กฎธรรมดานี้ ซึ่งหลายคนอาจไม่เคยทราบว่า ต้นพระศรีมหาโพธิเคยถูกทำลายจนล้มครืนลงมาแล้วถึง 2 ครั้ง และ ล้มจากการขาดคนดูแลเอาใจใส่จนเหี่ยวแห้งไปอีก 1 ครั้ง

ครั้งแรกที่ต้นพระศรีมหาโพธิล้ม คือ ปลายรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ยิ่งใหญ่ ประมาณปี พ.ศ.240 ซึ่งเรื่องเกิดจากมเหสีคนหนึ่งของพระองค์ เกิดอิจฉาริษยาที่พระราชสวามีเอาใจใส่ดูแลต้นพระศรีมหาโพธิมากกว่าตน พอว่างจากราชกิจ พระเจ้าอโศกก็มักรีบเดินทางถือผ้าขาวไปปฏิบัติบูชา ณ สถานที่ตรัสรู้ จนบ่อยครั้งเข้า นางมเหสีคนนี้ก็ทนไม่ไหว จึงให้สาวใช้นำยาพิษและน้ำกรด ไปราดเทใส่โคนต้นโพธิ์เป็นประจำ จนในที่สุดต้นโพธิ์สหชาติของพระพุทธเจ้าต้นนี้ก็ล้มลงอย่างน่าสะเทือนใจ

พระเจ้าอโศกจึงอธิษฐานบารมีและนำน้ำนมจากแม่วัวชั้นเลิศ 1,000 ตัวมาค่อยๆ ราด ค่อยๆ หยดลง ในเวลาไม่นานหน่อโพธิ์ก็แทงยอดขึ้นมาอีกครั้งในจุดเดิม

การล้มลงครั้งที่สอง เกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.1145 จากน้ำมือ พระเจ้าศศางกา กษัตริย์ฮินดูผู้ไม่มีศรัทธา ซึ่งพระองค์ทรงนำกองทัพใหญ่หมายจะมาตีแคว้นมคธ แต่ไม่กล้ามุ่งหน้าเข้าไปสู่เมืองหลวง จึงวกมาทำลายกำลังใจของชาวมคธ คือ ต้นพระศรีมหาโพธิก่อน แต่เมื่อทำลายพระศรีมหาโพธิ ไม่นานพระองค์ก็สิ้นพระชนม์ด้วยความทรมานจากโรคไวรัสเนื้อเน่า

พระราชาแห่งแคว้นมคธ จึงใช้วิธีเดียวกับพระเจ้าอโศกมหาราชในการอธิษฐานและนำน้ำนมวัวชั้นดีมารดที่โคนต้น ใช้เวลาไม่นานต้นพระศรีมหาโพธิก็กลับฟื้นคืนมาอีกครั้ง

การล้มครั้งที่สาม เกิดขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2423 ตอนนั้นพระพุทธศาสนาสาบสูญจากประเทศอินเดีย ชาวฮินดูเข้ามาครอบครองพื้นที่ของพุทธคยา พร้อมทั้งมีการกีดกันชาวพุทธจากประเทศอื่นไม่ให้เข้าไปดูแล จึงทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ รุ่นที่ 3 ซึ่งมีอายุมายาวนานถึง 1,258 ปี ต้องล้มลงเพราะขาดการดูแลจนทำให้หมดสิ้นอายุขัย

เมื่อนักโบราณคดีชาวอังกฤษมาเห็น จึงขุดหน่อโพธิ์ขนาดความสูง 6 นิ้วจากรากของต้นพระศรีมหาโพธิเดิม แต่อยู่ห่างออกมาสักเล็กน้อย นำไปปลูกไว้ในจุดเดิมของต้นพระศรีมหาโพธิ อันเป็นจุดประทับนั่งตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และหน่อโพธิ์นั้นก็เจริญเติบโตขึ้นมาอย่างมั่นคง จนกลายมาเป็นพระศรีมหาโพธิ แห่งพุทธคยา ที่มีอายุ 142 ปี ให้พุทธบริษัททั่วโลกได้บูชาสักการะมาจนถึงทุกวันนี้

ลองพิจารณาดูเถิดว่า แม้สิ่งสำคัญที่สุด อย่างสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า ก็ยังไม่วายต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎ พระไตรลักษณ์ ไม่มีสิ่งใดคงอยู่ถาวรได้ตลอดไป และไม่มีใครจะอยู่กับเราได้ตลอดกาล มีพบ มีพลัดพราก มีจากลา ล้วนเป็นสัจธรรมที่ต้องพบเจอทุกผู้นาม

แต่สิ่งที่เราทำได้ในภาวะแห่งความเป็นจริงที่ไหลไปนี้ คือ หมั่นพูดดี ทำดี กับคนรอบข้าง เพราะไม่รู้อึดใจไหนที่จะต้องสูญเสียกันไปตลอดชีวิต และพยายามเร่งสร้างความดีไว้ให้มากที่สุด ทั้งทาน ศีล ภาวนา เนื่องจากสิ่งเหล่านี้สามารถทำได้สะดวกในความเป็นมนุษย์เท่านั้น! โดยเฉพาะหลักการภาวนา ทั้งสมถะ และวิปัสสนา ที่จะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันทางจิต สร้างความรู้ความเข้าใจจริงให้แก่ชีวิต และสามารถช่วยให้หลุดพ้นจากวงจรแห่งความทุกข์ของการสูญเสียไปได้อย่างถาวร

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน