สถานการณ์การระบาดของโควิด สายพันธุ์โอมิครอน หลังเทศกาลสงกรานต์ยังคงเป็นประเด็นที่สาธารณสุข วิตกและเฝ้าระวัง

โดย นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กล่าวว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ไม่อยากให้ประชาชนการ์ดตก เพราะเชื้อโควิดสายพันธุ์โอมิครอนแพร่กระจายได้ง่าย และมีโอกาสกลายพันธุ์หากแพร่ระบาดจนมีจำนวนที่มากขึ้น

ทั้งนี้ กองสุขศึกษาได้สำรวจการเฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยงโรคโควิด พบว่า 5 พฤติกรรมเสี่ยงโรคโควิด-19 ของคนไทยที่มีแนวโน้มสูงขึ้น คือ
1.ไม่สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา ทั้งอยู่ในและนอกบ้านที่มีคนมากกว่า 2 คน มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มร้อยละ 4.8
2.ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มร้อยละ 2.6
3.ใช้มือสัมผัสหน้ากากอนามัย หน้ากากผ้า ที่สวมใส่อยู่ รวมทั้งใบหน้า ตา จมูก ปาก มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มร้อยละ 1.5
4.ไม่เว้นระยะห่างจากผู้อื่นอย่างน้อย 1-2 เมตร มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มร้อยละ 1.1
และ 5.กินอาหารร่วมกันกับผู้อื่น หรือไม่ใช้ช้อนกลางส่วนตัว มีพฤติกรรมเสี่ยงเพิ่มร้อยละ 0.6

นพ.ธเรศกล่าวอีกว่า จากผลการสำรวจสะท้อนคนไทยการ์ดตก ซึ่งเราไม่สามารถทราบได้เลยว่าผู้ใกล้ชิด คนในครอบครัว หรือบุคคลภายนอก มีใครบ้างที่ติดเชื้อโควิด จึงเน้นย้ำการปฏิบัติตัวในสถานการณ์ของการแพร่ระบาดของโควิดที่มีมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยการลดพฤติกรรมเสี่ยงและปฏิบัติตนเองให้เป็นวิถีใหม่ ที่ยังคงเน้นมาตรการ VUCA คือ Vaccine ฉีดวัคซีนให้ครบตามกำหนด Universal Prevention ป้องกันตนเองแบบครอบจักรวาล COVID Free Setting มาตรการปลอดภัยสำหรับองค์กร ATK ตรวจ ATK เมื่อมีความเสี่ยง และมาตรการ DMHTTA อย่างเคร่งครัด

ขณะที่ นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์กล่าวว่า ปัจจุบันโควิดสายพันธุ์ โอมิครอนทำให้มีผู้ติดเชื้อสูงมากกว่าหมื่นรายต่อวัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรงสามารถรักษาตัวที่บ้านได้

สำหรับผู้ที่เข้าเกณฑ์ในการทำ Home Isolation ได้แก่ ผู้ติดเชื้อที่มีอาการเล็กน้อย หรือไม่แสดงอาการ, มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง อาจมีโรคร่วมที่รักษา และสามารถควบคุมได้ตามดุลพินิจของแพทย์, มีอายุน้อยกว่า 75 ปี และยินยอมแยกตัวในที่พักของตนเอง ทั้งนี้ แนวทางการดูแลผู้ป่วยโควิดที่ทำ Home Isolation อาจปรับได้ตามดุลพินิจของแพทย์ โดยพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและด้านการควบคุมโรคประกอบกัน

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ ผอ.โรงพยาบาลราชวิถีกล่าวว่า สิ่งที่ผู้ป่วยโควิด-19 จะได้รับการสนับสนุนเมื่อทำ Home Isolation ได้แก่ อุปกรณ์ประเมินอาการ เช่น ปรอทวัดไข้ และเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว เพื่อประเมินการแลกเปลี่ยนก๊าซในปอดว่าปกติดีหรือไม่ โดยค่าปกติจะอยู่ที่ประมาณ 96-100% ถ้าตัวเลขอยู่ที่ 94% หรือต่ำกว่านั้นมีแนวโน้มที่เชื้อโควิด-19 จะลงปอดได้ ซึ่งอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง, การประเมินอาการผ่านระบบเทเลเมด หรือระบบออนไลน์ที่ช่วยให้ผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์สามารถพูดคุยตอบโต้กันได้, การให้ยากับผู้ป่วยในแต่ละวัน (ประเมินตามอาการขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์), อาหารสามมื้อ และการติดตามประเมินอาการ รวมทั้งการให้คำปรึกษา

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญคือ ผู้ป่วยต้องหมั่นสังเกตอาการของตนเอง วัดอุณหภูมิและวัดค่าออกซิเจนปลายนิ้ว 2-3 ครั้งต่อวัน หากมีอาการแย่ลงคือ มีอาการอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้ เช่น ไข้สูงมากกว่า 39 องศาเซลเซียส หายใจหอบเหนื่อย วัดค่าออกซิเจนปลายนิ้วได้น้อยกว่า 94% หรือไม่สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันได้ ให้รีบโทร.ติดต่อ โรงพยาบาลที่รับการรักษาอยู่ และหากมีเหตุจำเป็นที่จะต้องเดินทางมาโรงพยาบาล แนะนำให้ใช้รถยนต์ส่วนตัวหรือรถที่โรงพยาบาลมารับ ไม่ควรใช้รถโดยสารสาธารณะ และต้องสวมใส่หน้ากากอนามัยอยู่ ตลอดเวลา หากใช้รถยนต์ส่วนตัวขอให้ยึดแนวทางป้องกันตนเองอย่างเคร่งครัด จัดให้ผู้ป่วยนั่งในแถวหลัง เปิดกระจกในรถเพื่อควบคุมทิศทางลมให้ไหลออกไปนอกรถ เป็นการลดความเสี่ยงในการหมุนวนของอากาศเพื่อความปลอดภัยของผู้ที่เดินทางไปด้วย

นพ.ไพโรจน์ เครือกาญจนา รองผอ.ด้านวิชาการและการแพทย์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแนวทางการปฏิบัติ กรณีที่ไม่มีห้องแยกให้กักตัวในบ้าน แต่จำเป็น ต้องอาศัยอยู่ร่วมกันกับคนในครอบครัว ควรปฏิบัติดังนี้

1.ขอให้ทุกคนที่อยู่ในห้องสวมใส่หน้ากากอนามัยตลอดเวลา และยึดแนวทางการป้องกันตนเองตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด

2.แบ่งเขตพื้นที่ส่วนผู้ติดเชื้อและส่วน ผู้ที่ไม่ติดเชื้อแยกออกจากกันอย่างชัดเจน

3.จัดหาพัดลมวางไว้ในห้องและเปิดตลอดเวลา เพื่อเป็นการกำหนดทิศทางลมให้ไปออกที่หน้าต่างฝั่งที่ใกล้กับส่วนผู้ติดเชื้อ ซึ่งจะทำให้พื้นที่ของส่วนผู้ที่ไม่ติดเชื้อปลอดภัยเนื่องจากอยู่เหนือลม โดยมีพื้นที่กำหนดพิเศษที่จะให้ผู้ที่เป็นสามารถผ่านเข้ามาได้เฉพาะกรณีวางของหรือออกจากห้องเท่านั้น

4.กำหนดพื้นที่พิเศษสำหรับการจัดการกับสิ่งของหรือเครื่องใช้ต่างๆ ที่ใช้แล้ว โดยขอให้ผู้ป่วยนำของใส่ในถุง พ่นด้วยแอลกอฮอล์ข้างในก่อนปิดปากถุง เมื่อวางแล้วให้พ่นแอลกอฮอล์ซ้ำที่ตรงปากถุง ด้านนอก ส่วนผู้ที่จะนำไปจัดการต่อจะต้องใส่ถุงมือ โดยพ่นแอลกอฮอล์ที่ด้านนอกถุงอีกครั้ง เมื่อนำถุงออกมาจากพื้นที่แล้วให้เปิดปากถุงแล้วแช่ด้วยน้ำสบู่หรือน้ำผสมผงซักฟอกประมาณ 10-15 นาที ก่อนที่จะนำไปทำความสะอาดตามปกติ

5.เมื่อมีการสัมผัสสิ่งของที่ใช้ร่วมกัน ขอให้มีการปฏิบัติตัวป้องกันตามแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยยึดหลัก “ไม่แพร่เชื้อ-ไม่ติดเชื้อ” ทั้งนี้ หากผู้พักอาศัยหรือผู้ดูแลมีอาการผิดปกติควรรีบตรวจหาเชื้อทันที

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน