ช็อก! สังคมไม่น้อย กรณีหญิงสาวหลายรายทยอยเข้าแจ้งความถูกนักการเมืองชื่อดังล่วงละเมิดทางเพศ โดยเรื่องราวเกิดขึ้นต่อเนื่องยาวนานหลายปี
ล่าสุดกลุ่มองค์กรสตรีและผู้ทำงานด้านสตรีร่วมแสดงความคิดเห็นถึงพฤติกรรม ดังกล่าว พร้อมให้กำลังใจหญิงสาวที่ออกมาเปิดเผยเรื่องราว เรียกร้องต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม รวมถึงเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่าถือเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก เพราะเป็นคนที่เคยประกาศนโยบายรณรงค์ลดความรุนแรงกับผู้หญิง มีตำแหน่งระดับสูงในทางการเมือง มีครอบครัวที่ดี และยังสังกัดพรรคการเมืองที่มีนโยบายรณรงค์เรื่อง ดังกล่าว ทำให้สังคมผิดหวังทั้งตัวผู้กระทำและพรรคการเมืองที่สังกัด เรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจชายเป็นใหญ่อย่างชัดเจน มีการใช้อำนาจทางการเมืองทำให้ผู้หญิงเชื่อถือ คิดว่าเขาน่าจะเป็นคนดี น่าจะมาช่วยเหลือ แต่กลับนำเรื่องเหล่านี้มาใช้ประโยชน์กับผู้หญิง เมื่อเหยื่อออกมาเปิดเผยเรื่องราวถือเป็นเรื่องที่ดี เราต้องสนับสนุนและให้กำลังใจ ต้องเชื่อว่าเขาทำถูกแล้วที่ออกมาเรียกร้อง แม้คดีจะเกิดขึ้นนานแล้ว ไม่มีหลักฐาน แต่เมื่อมีคนออกมาเรียกร้องจำนวนมากถือเป็นพยานบุคคล ที่เชื่อได้ว่ากระทำจริง สิ่งที่เขากระทำส่งผลกระทบต่อคนมากมาย เหยื่อบางคนต้องออกจากการเรียน การทำงาน มีผลกระทบต่อจิตใจทำให้ซึมเศร้า เครียด สังคมต้องสนับสนุนผู้หญิงที่ออกมาต่อสู้

“ในแง่มายาคตินั้น สังคมมองว่าผู้หญิงเป็นคนไม่ดี แต่งตัวโป๊ เดินเข้าไปหาเขาเอง ในบางกรณีผู้หญิงเหล่านี้ถูกคนใกล้ตัวทำร้ายซ้ำด้วยการบอกว่าทำไมถึงกล้านำเรื่องพวกนี้ออกมาพูด พ่อแม่กลัวว่าถ้าลูกนำเรื่องเหล่านี้มาเปิดเผยจะทำให้ตัวเองเสียชื่อเสียง แต่ตอนนี้สังคมเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว สื่อที่ตำหนิเหยื่อถูกทัวร์ลง สังคมเริ่มมีวุฒิภาวะมากขึ้น เราต้องให้กำลังใจผู้หญิงที่กล้าออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตัวเอง แต่ในขณะเดียวกันต้องรู้ว่าคนเรามีความหลากหลาย หากใครไม่กล้าออกมาเราต้องเข้าใจ เพราะจิตใจคนเรานั้นแตกต่างกัน สื่อต้องติดตามเรื่องนี้อย่าง ต่อเนื่อง อย่าปล่อยให้เรื่องเงียบหายไป หลายส่วนต้องช่วยเคลื่อนไหวต่อไป กดดันให้พรรคการเมืองออกมารับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้น รอตรวจสอบต่อไปว่าเขาจะมีนโยบายอย่างไรต่อ อย่าหยุดเพียงเท่านี้” ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลกล่าว
ขณะเดียวกัน เพจ Gender talk เพจวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม เพจ WeMove เพจ Homenet Thailand และเพจองค์กรร่วมจัด จัดเสวนาในหัวข้อ “จริยธรรมของผู้นำ กับหนทางสู่ความยุติธรรมของผู้ถูกละเมิดทางเพศ” ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ โดยมีนักวิชาการและองค์กรสตรีร่วมพูดคุย
นางอุษา เลิศศรีสันทัด ผู้อำนวยการมูลนิธิผู้หญิง กล่าวว่าที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้มีพนักงานสอบสวนหญิง ทำหน้าที่สอบปากคำผู้เสียหายโดยตรง รัฐบาลก็ขานรับ แต่ปีที่ผ่านมาไม่มีการรับสมัครพนักงานสอบสวนหญิง และมีการเรียกร้องการปฏิรูปกฎหมายในเรื่องเหล่านี้ ขณะที่สื่อมวลชนต้องรับผิดชอบด้วย เพราะยังคงมีสื่อ ภาพยนตร์ ละครที่ผลิตซ้ำการคุกคามลวนลามทางเพศ มีหลายสิ่งต้องเปลี่ยนแปลง ความเข้าใจเรื่องการข่มขืนคุกคามทางเพศต้องไม่ถูกมองเป็นเรื่องส่วนตัว

“อยากให้เรื่องการละเมิดคุกคามผู้หญิงเป็นประเด็นที่พรรคการเมืองต่างๆ ตื่นตัวและให้ความสำคัญ ที่ผ่านมาประเทศอื่นๆ ตื่นตัวเรื่องราวเหล่านี้มาก แต่ประเทศไทยกลับเพิ่งตื่นตัว เพิ่งเริ่มต้น กลไกที่ดูแลเรื่องการละเมิดคุกคามผู้หญิงต้องมีการเปลี่ยนแปลง ได้รับความสำคัญ และมีงบประมาณเพียงพอ” นางอุษากล่าว
ด้าน ดร.น้ำแท้ มีบุญสล้าง ผอ.สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาการสอบสวนและการดำเนินคดี สำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวว่าที่ผ่านมามักมีกรณีผู้เสียหายไม่อยากให้พ่อแม่ ลูกหรือสามีรู้ จึงไม่มาให้ปากคำหรือเป็นพยาน เมื่อเวลาผ่านไปผู้กระทำผิดกลับได้ประโยชน์ หรือเมื่อคดีกินระยะเวลานาน การที่พยานจะกลับมาให้ปากคำอีกกลายเป็นความเจ็บปวดเนื่องจากต้องไปรื้อฟื้นความทรงจำเก่าๆ
“จึงมีคำแนะนำว่าควรบันทึกเทปคำให้การเพื่อนำไปใช้ในชั้นศาลได้ มีการสาบานให้ถูกต้องก่อนให้การ ใช้อัยการผู้มีประสบการณ์ในศาลมาเป็นผู้สอบสวนแต่แรก เพื่อไม่ให้มีการเรียกมาสอบปากคำซ้ำๆ เป็นการตอกย้ำผู้เสียหายซ้ำๆ เราเพียงต้องปรับปรุงตัวกฎหมายเล็กๆ น้อยๆ เพื่อประโยชน์ของผู้เสียหายในอนาคต”