ศรัทธาของคนผู้มั่งคั่ง
ฝึกจิต
หลังจากเดินทางออกจากถ้ำมรดกโลก อชันตา-เอลโลร่า รัฐมหาราษฎร์ ผู้เขียนจึงเดินทางด้วยรถไฟไปสู่เมือง มุมไบ มหานครอันดับหนึ่งของประเทศอินเดีย (ส่วนเดลี คือ เมืองหลวง) ถ้าใครเคยไปแต่เขตสังเวชนียสถานสี่ตำบล คงนึกภาพไม่ออกว่า ในเมืองที่ร่ำรวยที่สุดของอินเดียจะมีสภาพหน้าตาเป็นเช่นไร…
มุมไบเป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรอยู่อาศัยประมาณ 20 ล้านคน ภายในเมืองมี “ธาราวี” (Dharavi) คือ ชุมชนแออัด หรือ สลัมขนาดใหญ่อันดับหนึ่งของเอเชีย ซึ่งมีพื้นที่ 1,500 ไร่ โดยมีคนอยู่อาศัยประมาณ 1 ล้านคน ในขณะเดียวนี้เมืองนี้ก็มีมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชีย คือ มูเกซ อัมบานี ซึ่งรวยชนิดที่ว่า เมื่อนำทรัพย์สินของตระกูลร่ำรวยที่สุดในประเทศไทย 3 ตระกูล คือ ตระกูลเจียรวนนท์ ตระกูลอยู่วิทยา และตระกูล จิราธิวัฒน์ มารวมกัน ก็ยังน้อยกว่าทรัพย์สินของมูเกซ อัมบานีเพียงคนเดียวถึง 300,000 ล้านบาท!
มีความแตกต่างกันสุดขั้วภายในเมืองมุมไบระหว่างคนรวยและคนจน แต่ถึงกระนั้นสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ คนส่วนใหญ่ในเมืองนี้มีศรัทธานับถือเทพเจ้า โดยเฉพาะพระพิฆเนศ คนที่นี่เชื่อว่า พระพิฆเนศ เป็นเทพเจ้าแห่งความสำเร็จและพระองค์ย่อมประทานความมั่งคั่งให้แก่พวกเขา คนมุมไบเชื่อถึงขนาดว่า พระพิฆเนศ เป็นผู้ประทานความร่ำรวยจนทำให้มุมไบกลายเป็นเมืองที่มั่งคั่งที่สุดของประเทศอินเดีย!
โดยมุมไบมีวัดพระพิฆเนศที่โด่งดังชื่อว่า วัดศรีสิทธิวินายัก คณปติ (Shree Siddhivinayak Ganapati Mandir) ซึ่งมี พระพิฆเณศเก่าแก่อายุกว่า 300 ปี เป็นที่เคารพศรัทธายิ่งและถือเป็นองค์พระพิฆเนศที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของประเทศอินเดียอีกด้วย
(คำว่า คณปติ Ganapati เป็นนามหนึ่งของพระพิฆเนศ แปลว่า ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งบ้านเรานำคำนี้มาใช้เป็น คณบดี ตามมหาวิทยาลัยต่างๆ ซึ่งนั่นก็คือชื่อของพระพิฆเนศนั่นเอง!)
วัดแห่งนี้คนไทยจำนวนมากก็นิยมเดินทางไปขอพร โดยเฉพาะดารานักแสดง ที่บินกันไปเพื่อกราบไหว้ขอพรโดยเฉพาะก็มาก เพราะเมื่อ 3-4 ปีก่อน ผู้เขียนเคยเจอกับคณะของดารา ช่องสาม ซึ่งคุณสรพงศ์ ชาตรี ก็ร่วมเดินทางไปกับคณะนั้นด้วย
ซึ่งคราวหนึ่งผู้เขียนเดินทางไปเมืองมุมไบ พอดีตรงกับเทศกาลบูชาพระพิฆเนศ วันนั้นคนไปรอต่อคิวเพื่อเข้าไปไหว้พระพิฆเนศภายในวัดกันมืดฟ้ามัวดิน ชนิดต่อแถวยาวไม่ต่ำกว่า 3-4 กิโลเมตร และมิใช่เพียงแค่แถวเดียว แต่เห็นถึง 4-5 แถว นั่งรถไปตรงไหนในบริเวณนั้นก็ยังเห็น เขาเหล่านี้ก็เพียงเพื่อต้องการนำดอกไม้ไปวางบูชาแล้วไปอธิษฐานของพรเท่านั้น!
นี่คือแรงแห่งศรัทธา…ศรัทธาจนก่อให้เกิดเป็นพลัง เมื่อพลังเกิดย่อมสามารถแปรเปลี่ยนเป็นแรงผลักดันไปสู่ความสำเร็จได้
แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ทรงสรรเสริญ “ศรัทธา” ว่าเป็นสิ่งนำพาให้ข้ามโอฆะ คือ ห้วงน้ำแห่งกิเลสได้
ดังที่คราวหนึ่ง อาฬวกยักษ์เคยได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า
“คนข้ามโอฆะได้อย่างไร คนย่อมข้ามอรรณพได้อย่างไร คนย่อมล่วงทุกข์ได้อย่างไร และคนย่อมบริสุทธิ์ได้อย่างไร”
พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า
“คนข้ามโอฆะด้วยศรัทธา ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ได้ด้วยความเพียร และความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา”
ซึ่งสาระสำคัญที่สุดในพุทธศาสนานี้ก็คือ การพ้นไปจาก “สังสารวัฏ” อันเป็นภัยใหญ่หลวงที่สุดของสรรพชีวิตทั้งปวง
ลองดูตัวอย่างศรัทธาของชาวมุมไบที่มีต่อพระพิฆเนศ ที่ไปยืนรอกันข้ามวันข้ามคืน เพียงเพื่อเข้าไปกราบไหว้ขอพร ถ้าชาวพุทธเรามีศรัทธาที่เข้มแข็งเช่นนั้น ย่อมเกิดเป็นพลังที่สามารถเกื้อกูลแก่ตนเอง ทั้งยังสามารถพิทักษ์รักษาพระพุทธศาสนาให้มั่นคง ยิ่งถ้านำไปใช้งานให้ถูกตรงเป็นสัมมาทิฏฐิ มรรคผลในพระพุทธศาสนาย่อมแพร่หลายกว่านี้มาก
โดยศรัทธาที่ชาวพุทธควรมีในเบื้องต้น 4 ประการ เพื่อการพัฒนาไปสู่พลังแห่งความเกื้อกูลต่อชีวิต คือ
1. กัมมสัทธา คือ เชื่อกรรม เชื่อกฎแห่งกรรม ว่ามีอยู่จริงและเป็นสิ่งเที่ยงตรงแม่นยำที่สุด
2. วิปากสัทธา คือ เชื่อในผลของกรรม ว่าผลของกรรมมีจริง คือ ไม่ว่าทำกรรมใดย่อมมีผลทั้งสิ้น ผลดีย่อมเกิดจากกรรมดี และผลชั่วย่อมเกิดจากกรรมชั่ว ไม่มีผิดฝาผิดตัวและเป็นอื่นไปจากนี้ไม่ได้
3. กัมมัสสกตาสัทธา คือ เชื่อว่ากรรมใครกรรมมัน แต่ละชีวิตมีกรรมเป็นของตน ทำแทนกันหรือรับผิดชอบแทนกัน ไม่ได้ ใครทำคนนั้นรับเท่านั้น
4. ตถาคตโพธิสัทธา คือ เชื่อในการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า มั่นใจในธรรมที่พระองค์ทรงแสดงไว้ดีแล้ว ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นสิ่งที่ ‘ตัดก็ขาด ต่อก็เกิน’ คือ พอเหมาะพอดีสมเหตุสมผลอย่างหาที่ติไม่ได้ ชาวพุทธมีหน้าที่ปฏิบัติตาม ฝึกฝนตาม เพื่อพิสูจน์มรรคผลและการพ้นทุกข์อย่างถาวร
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐