ข่าวฉาวสะเทือนใจ…แต่ ‘พุทธ’ ไม่แปดเปื้อน!
ฝึกจิต
จากเรื่องของอดีตพระกาโตะ ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรงในสังคมเมื่อสัปดาห์ก่อน แม้เจ้าตัวจะได้รับความเมตตาจากเจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด ตลอดจนพระอุปัชฌาย์อาจารย์ของท่านเข้ามาช่วยชำระสะสางอธิกรณ์และลาสิกขาให้ จนสถานการณ์ทุเลาเบาบางลงไปตามลำดับ แต่กระนั้นผลสะท้อนที่สะสมมาตลอดช่วงระยะเวลานี้เกี่ยวกับข่าวคราวในวงการผ้าเหลือง ก็กลายเป็นแรงสั่นสะเทือนใหญ่ ซึ่งบั่นทอนกำลังใจพุทธศาสนิกชนคนที่มีศรัทธาเบาบางลงไปพอสมควร โดยเฉพาะกลุ่มศิษย์ผู้ติดตามที่รักและศรัทธาท่านโดยตรง
ซึ่งจุดนี้ ต้องพิจารณาย้อนกลับไปในสมัยอดีต แล้วโยงมาสู่ปัจจุบัน เพื่อรู้เท่าทันว่า “พระพุทธศาสนา และ หลักพระธรรมวินัย” ของพระพุทธเจ้า เป็นสิ่งที่ไม่มีวันเสื่อมถอย!
จำเดิมแต่พุทธกาลมา พระพุทธศาสนาล้วนดำรงอยู่ได้ด้วย “พระดี” ที่ประพฤติปฏิบัติตามกรอบของพระธรรมวินัย จนทำถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ กลายเป็นต้นแบบแห่งคุณธรรมที่มีลมหายใจ และเป็นที่พึ่งให้แก่ชาวโลกมานับพันปี
พระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่มาด้วย “พระที่ย่อหย่อนหรือละเมิดพระธรรมวินัย”
เพราะ พระธรรมวินัย ที่พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ยังคงสมบูรณ์ ครบถ้วนทั้ง 84,000 พระธรรมขันธ์ จึงยังมี พระดี เกิดขึ้นไม่ ขาดสาย ส่วนผู้ที่บวชเข้ามาถ้าไม่ได้ประพฤติตามธรรมวินัย ไม่ได้ขัดเกลา ไม่ได้เจริญศีล สมาธิ ภาวนา เพื่อละกิเลส ตัณหา มานะ ทิฏฐิ โอกาสที่จะพ่ายแพ้ต่อกิเลสก็มีมากเป็นธรรมดา!
แม้บางท่านที่บวชเข้ามาโดยตั้งหน้าตั้งตาศึกษาปริยัติ เล่าเรียนเขียนอ่านพระไตรปิฎกจนช่ำชอง สอบได้เปรียญธรรมระดับสูง เทศน์เก่ง แสดงธรรมเก่ง สอนคนอื่นอย่างดีเลิศ แต่หากไม่น้อมนำเอาปริยัติที่เรียนมาเป็นบันไดสู่การปฏิบัติ ธรรมะที่ร่ำเรียนพร่ำสอนก็ยังคงเป็นเพียง “สมบัตินอกกาย” ที่หยิบเอามาเล่าบอก ชนิดที่ยังไม่อาจสัมผัสเนื้อแท้แห่งธรรมที่ชุ่มเย็นจากภายใน อีกทั้งยังมิอาจช่วยระงับยับยั้งเวลาเผชิญหน้ากับกิเลสได้อย่างแท้จริง!
บางคนยิ่งหนัก ที่เรียนรู้ธรรมะมาใช้ฟาดฟันกับผู้อื่น แสดงตัวเป็นผู้รู้ ข่มคนไม่รู้ มองคนอื่นผิดหมด มีแต่ตัวที่เรียนธรรมะมาถูกอยู่คนเดียว! ลักษณะนี้คือยิ่งเรียนธรรมะ ทิฏฐิมานะและอัตตาตัวตนยิ่งกำเริบ ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตักเตือนไว้ใน “อลคัททูปมสูตร” เกี่ยวกับเรื่องปริยัติ คือ งูพิษ ที่ย่อมย้อนมากัดเจ้าของผู้ดีแต่หมกมุ่นอยู่กับปริยัติ จนต้องพ่ายแพ้ยับเยินให้กับกิเลสตัณหา
เช่น เรื่องของ พระกปิละ ที่เมามัวอยู่กับปริยัติ ท่านศึกษาจนแตกฉานในพระไตรปิฎกอย่างหาตัวจับได้ยาก แต่ขาดการนำปริยัติมาปฏิบัติ จนท่านไปเถียงกับคนนั้นคนนี้ พอคนรู้ปริยัติสู้ท่านไม่ได้ก็ยิ่งหนักข้อ ไม่ยอมแพ้ให้ใครหน้าไหนทั้งสิ้น เพราะถือว่าตัวดี ตัวรู้ธรรมะแตกฉาน แม้มีพี่ชายเป็นถึงพระอรหันต์คอยตักเตือน ก็ยังไม่สามารถดับแรงตัณหาได้ สุดท้ายพอตายก็ลง ‘อเวจีมหานรก’ ไปอย่างน่าเสียดาย…
ดังนั้น พระสงฆ์ที่บวชเข้ามา สิ่งสำคัญ คือ การปฏิบัติธรรมและใช้ความเพียรเพื่อละกิเลส
สำหรับผู้พ่ายแพ้ต่อกิเลสตัณหาจนต้องสิกขาลาเพศไป หรือ ขาดจากความเป็นพระไป ก็เป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่สมัยที่พระพุทธเจ้ายังดำรงอยู่ ไม่ใช่ว่าเพิ่งมีเฉพาะสมัยนี้ บางเรื่องยังดูอาการหนักยิ่งกว่าที่เป็นข่าวนี้ไปอีกไกลโข เช่น พระบางรูปแอบเสพเมถุนกับลิงตัวเมีย! ก็ต้องอาบัติปาราชิกไปตามระเบียบ บางรูปต้องอาบัติหนักเพราะเสพเมถุนกับน้องสาวของตัวเอง บางกรณียิ่งหนัก คือ ขาดจากความเป็นพระเพราะเสพเมถุนกับลูกสาวแท้ๆ ของตัวเอง! แค่ได้ยินได้ฟังยังรู้สึกน่าอนาถใจ แต่สมัยนั้นมีมาแล้วทั้งนั้น! จำนวนมากมายอีกด้วย
เพราะเป็นเรื่องปกติของการบวชพระ แต่ละคนมีเหตุผลที่แตกต่างกัน หลายคนไม่ได้เริ่มด้วยศรัทธา บางคนมาเพราะไม่มีงานการทำ บางคนบวชหน้าไฟ บางคนบวชเพราะอกหัก สารพัดเหตุผล เมื่อบวชเข้ามาจึงไม่รู้คุณค่าและไม่จริงจังกับการรักษาศีลปฏิบัติธรรม พอมีสิ่งยั่วยวนเข้ามาชนเข้ามาล่อ ศีลก็วิบัติ ความเป็นพระก็พังพินาศย่อยยับไป
พระธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เป็นเหมือนโรงเรียน บางคนเข้ามาก็เรียนจบ บางคนแค่พอประคองตัวไม่ให้ถูกไล่ออก และบางคนยังไม่ทันไรก็โดนไล่ออก!
พอพ่ายแพ้ไปก็กลับไปแก้ตัวใหม่ ล้มแล้วก็ลุกขึ้นมา ไม่มีใครไม่เคยผิดพลาด ไม่เคยพ่ายแพ้กิเลสในสังสารวัฏอันยาวนานนี้ พยายามปรับปรุงตัวเองใหม่ ด้วย ‘พระธรรมวินัย’ ของพระพุทธเจ้านี่แหละ ขอให้เอาจริงเอาจังเถอะ หลักธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นของดีที่วิเศษอย่างที่สุดหาใดเปรียบปานไม่ได้ ไม่มีเสื่อมถอย ไม่มีเสื่อมผล และไม่มีความน่าสิ้นศรัทธา มีแต่เจริญอยู่ฝ่ายเดียว
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐