หลังเกิดเหตุการณ์ข่าวของอดีตพระกาโตะที่พาสีกามาที่ สันเขื่อนกะทูน ทำให้เขื่อนกะทูนขึ้นท็อปเสิร์ช การค้นหาว่าอยู่จังหวัดอะไร ของนักท่องเที่ยวทันที
ขณะเดียวกัน พบว่ามีนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินทางมา ท่องเที่ยวที่เขื่อนกะทูน ต.กะทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช กันอย่างคึกคัก

สำหรับเขื่อนกะทูน หรืออ่างเก็บน้ำคลองกะทูน เป็นหนึ่งในโครงการพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความทุกข์ยากของชาวบ้าน ซึ่งต้องประสบเหตุการณ์ สูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ไปกับอุทกภัยเมื่อปลายเดือนพ.ย. ปี 2531

ภัยพิบัติครั้งนั้น เกิดจากน้ำป่าไหลลงมาจากภูเขาอย่างรุนแรงเข้ามาท่วมหมู่บ้านและพื้นที่เพาะปลูกของชาวบ้าน แม้ว่ามีฝนตกและน้ำท่วมทุกปี แต่ปีนั้นมีปริมาณน้ำฝนมากกว่าทุกปี และพื้นที่มีความลาดชันจากการตัดไม้ทำลายป่า ภูเขาพังทลาย ดิน ไม่สามารถทนการกัดเซาะของน้ำฝนได้ ทำให้พัดพาตะกอนทราย กรวด ก้อนหิน และพัดต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นลงมาทับถมเชิงเขา เป็นจำนวนมาก

ส่งผลให้บ้านเรือนประชาชนพังทลาย ชาวบ้านเสียชีวิต ปศุสัตว์และพื้นที่การเกษตรเสียหายทั้งหมด ทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก แม้กระทั่งวัดที่เพิ่งสร้างเสร็จ เผาศพไปได้ศพเดียว ก็ต้องปล่อย ร้างไว้ ชาวบ้านไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่เดิมได้อีก

ในหลวงรัชกาลที่ 9 จึงพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับวิธีการบรรเทาอุทกภัยและฟื้นฟูพื้นที่ ซึ่งได้รับความเสียหายแก่เจ้าหน้าที่ชลประทานและสำนักเลขานุการ กปร. เมื่อวันที่ 24 ธ.ค.2531 ณ อาคารชัยพัฒนาในสวนจิตรลดา ให้กรมชลประทานร่วมกับหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องพิจารณาสภาพพื้นที่ บริเวณ บ้านกะทูนเหนือและบ้านกะทูนใต้ และพื้นที่เพาะปลูกหลายพันไร่สองฝั่งคลอง กะทูน ในเขต อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช

เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า ยากที่จะฟื้นฟูพื้นที่กลับสู่สภาพที่สามารถใช้ประโยชน์ ได้ดังเดิม หรือตั้งถิ่นฐานอยู่อย่างปลอดภัยต่อไปได้ จึงให้ใช้พื้นที่บริเวณซึ่งได้รับความเสียหายเหล่านั้นมาสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ สำหรับบรรเทาปัญหาน้ำท่วมพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำตาปีตอนล่าง ในเขต อ.พิปูน และ อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช และเก็บน้ำไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้ง จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ.2540 โดยครอบคลุมพื้นที่ 12,500 ไร่ ซึ่งนับเป็น อ่างเก็บน้ำที่มีขนาดใหญ่มาก และได้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ที่ประชาชนให้ความสนใจในปัจจุบัน

ใต้อ่างเก็บน้ำคือหมู่บ้านกะทูนในอดีตนั่นเอง ซากของหมู่บ้านที่จมอยู่ใต้น้ำเป็นจุดไฮไลต์ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวเข้ามาชม สิ่งที่ โผล่พ้นน้ำมาให้เห็นชัดเจน ได้แก่ เมรุเผาศพของวัด ยอดเสาไฟฟ้า และซากบ้านเรือนที่ปรักหักพัง

เขื่อนกะทูนมีทิวทัศน์ของทะเลสาบและขุนเขาที่สวยงาม เรียงตัวกันเป็นแนวยาวทั้ง 4 ด้านโอบล้อมบริเวณอ่างเก็บน้ำ ทอดตัวยาวไปถึง อ.เวียงสระ จ.สุราษฎร์ธานี นักท่องเที่ยวจึงนิยมไปชมวิว ดูดวงอาทิตย์ตกอย่างเพลิดเพลินใจ หรือดูดาวในยามค่ำคืน

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมอีกหลากหลายไม่ว่าจะเป็น ล่องเรือ ชมวิวทิวทัศน์ สัมผัสวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ยังหว่านแหหาปลา ปั่นจักรยาน ดูนกอพยพ เดินป่า อิ่มอร่อยในร้านอาหารที่ตั้งอยู่เรียงรายบริเวณริมเขื่อน
บริเวณสันอ่างเก็บนํ้าจะมีขนาดกว้าง สร้างเป็นถนนให้สามารถขับรถยนต์ชมวิวตลอดทางได้ นับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยม แนวธรรมชาติเชิงอนุรักษ์

นักท่องเที่ยวสามารถสนุกกับกิจกรรมนี้ได้ตลอดปี โดยเฉพาะระหว่างเดือนธ.ค.-เม.ย. ถือเป็นช่วงที่สวยที่สุด เพราะนอกจาก ชมทะเลหมอกยามเช้าแล้ว ยังจะได้ชื่นชมกับนกนางนวลแกลบ ซึ่งอพยพมาอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก เดินป่าท่องไพรไปชมน้ำตกหนานน้ำฟุ้ง ซึ่งมีความงดงามมาก
ด้วยความโดดเด่นสวยงามโรแมนติก ทำให้เขื่อนกะทูนได้รับฉายาว่า “สวิตเซอร์แลนด์แดนใต้”

การเดินทางหากไปด้วยรถยนต์ ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 กรุงเทพฯ-ประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร แล้วใช้ทางหลวงหมายเลข 41 ผ่านสุราษฎร์ธานี-ทุ่งสง จนถึงนครศรีธรรมราช หรือถึง อ.พุนพิน สุราษฎร์ธานี แล้วใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 401 เลียบชายฝั่งทะเลไปจนถึงนครศรีธรรมราช รวมระยะทาง 780 กิโลเมตร

หากเดินทางโดยเครื่องบิน จากกรุงเทพฯ มาลงที่สนามบินนครศรีธรรมราช ใช้เวลาเดินทางจาก อ.เมืองนครศรีธรรมราช 1 ชั่วโมงครึ่ง ผ่านทางหลวง 4015 ระยะทางประมาณ 90 กิโลเมตร

รถโดยสาร มีรถโดยสารธรรมดาและรถโดยสารปรับอากาศของบริษัท ขนส่ง จำกัด และของเอกชน สายกรุงเทพฯ-นครศรีธรรมราช ออกจากสถานีขนส่งสายใต้ ถนนบรมราชชนนี ทุกวัน ใช้เวลา เดินทางประมาณ 10 ชั่วโมง สอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด โทร. 1490 หรือจองตั๋วรถทัวร์
นุชจรี แรกรุ่น/สุเชษฐ์ แรกรุ่น