แผน‘ล้มตู่ชูป้อม’ กลายเป็นประเด็นขึ้นท่ามกลางสภาวะง่อนแง่นของรัฐบาล และ ข้อถกเถียงเรื่องวาระนายกฯ 8 ปี
กระแสข่าวดังกล่าวจริงเท็จประการใด มี เป้าหมายเพื่ออะไร
และโอกาสที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ จะขึ้นนั่งนายกฯแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ เป็นไปได้หรือไม่
สุเชาวน์ มีหนองหว้า
อดีตคณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ
มรภ.อุบลราชธานี
กระแสข่าวลักษณะดังกล่าวเป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองถนัด เป็นจิตวิทยาทางการเมือง ช่วงปิดสภาก็พยายามหาพื้นที่ข่าวและทำให้ประชาชนเห็นว่ายังทำหน้าที่ ผู้แทน ขณะเดียวกันก็สร้างพื้นที่ข่าวให้พรรคเล็ก กลุ่มก๊วน เช่น กลุ่มของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พรรคเศรษฐกิจไทย ที่มีข่าวเป็นระยะๆ และได้ประโยชน์ในเกมการต่อรองด้วย
ขณะเดียวกัน ก็สร้างกระแสกดดัน พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีจุดอ่อน ที่เห็นได้ตั้งแต่ปลด 2 รัฐมนตรี เป็นการตอกย้ำว่า พล.อ.ประยุทธ์ยังไม่ใช่คนที่คุมอำนาจในพรรคพลังประชารัฐที่แท้จริง ไม่ใช่คนที่คุมเสียง ส.ส.ในพรรค แต่ก็ยังแสดงบทบาทเดิมคือลอยตัว ไม่ได้ลงไปคลุกคลีกับส.ส.ในพรรค
ทำให้ภาพของ พล.อ.ประวิตร ยังโดดเด่นเช่นเดิมว่าเป็นคนที่ดูแลและเป็นผู้กุมเสียงส.ส.ในพรรค ขณะเดียวกันมีดีลกับ ร.อ.ธรรมนัส ไม่ได้ตัดญาติขาดมิตรกันอย่างชัดเจน จึงเห็นรอยปริแตกระหว่างสองพี่น้องที่ไม่สนิทเหมือนเดิม
กระแสข่าวนี้สร้างประโยชน์ทั้งขึ้นทั้งล่องให้ พล.อ.ประวิตรว่าตัวเองยังมีบทบาทโดดเด่น พยายามแสดงให้พรรคเล็กเห็นว่าใครมีอำนาจที่แท้จริงในการคุมเสียงส่วนใหญ่ของซีกรัฐบาล และไม่ได้ทิ้ง 18 เสียงของพรรคเศรษฐกิจไทย
ส่วนจะมีโอกาสเกิดได้จริงหรือไม่นั้น ช่วงนี้มีหลายเรื่องที่ต้องเฝ้ามอง 1.กติกาการเลือกตั้ง การแก้กฎหมายบัตรเลือกตั้งจะเอาแบบไหน ล่าสุด ศาลรัฐธรรมนูญชี้แล้วว่าเป็นบัตร 2 ใบ และถ้าสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อหารด้วย 100 พรรคเล็กต้องสยบยอม กลับไปสู่อ้อมกอดของพรรครัฐบาลเช่นเดิม
2. การพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา ไม่ว่าฝ่ายค้านหรือรัฐบาลก็มีประโยชน์จาก งบประมาณนี้ ที่สำคัญเป็นประโยชน์ต่อประชาชน จึงคิดว่าฝ่ายค้านและรัฐบาลต้องประนีประนอมกันเรื่องนี้
3. การตีความการดำรงตำแหน่งของพล.อ.ประยุทธ์ 8 ปี เป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะไม่เคยมีนายกฯที่มาจากการยึดอำนาจแล้วอยู่ต่อเชื่อมกับการเลือกตั้ง ในสภาวะอย่างนี้ตุลาการภิวัฒน์ยังมีประโยชน์อยู่
คิดว่าจะล้มกระดาน พล.อ.ประยุทธ์ ก็ต้องมี 3 เงื่อนไขนี้เป็นหลัก โดยเฉพาะวาระนายกฯ 8 ปี ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ผ่านมาฝ่ายค้านยังไม่สามารถสื่อสารให้เห็นว่าเป็นมวยที่ชกแล้วโดนใจประชาชน ยังไม่สามารถชี้ประเด็นที่ทำให้รัฐบาลล้มได้
ส่วนที่รัฐบาลมองว่าเป็นการเสี้ยมคิดว่าไม่ใช่ แต่ฝ่ายค้านเอาสถานการณ์จริงมาสร้างข่าวให้เห็นชัด ให้ชาวบ้านเห็นว่าในความจริงแล้วพี่น้องเขาก็มีรอยร้าวกันจริงๆ ซึ่งยังไม่มีการประสาน และคิดว่า พล.อ.ประวิตร ก็ไม่ต้องการประสาน แต่ต้องการเอามาใช้ประโยชน์เป็นเครื่องต่อรองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ในสภาวะทางการเมืองเช่นนี้ ตามประวัติศาสตร์การเมืองไทยต้องมองที่ชนชั้นนำ มีหลายตัวละครที่ต้องการให้รัฐบาลอยู่ต่อไป ไม่ใช่มีแค่เสียง ส.ส. ที่เห็นกันอยู่
อีกทั้งคิดว่ารัฐบาลได้เตรียมพร้อมไว้แล้ว มีหลายปัจจัยที่ทำให้รัฐบาลได้เปรียบ ทั้งเสียงที่มีเกินอยู่ การแจกกล้วย เสียงส.ว. ตุลาการภิวัฒน์ จึงไม่น่าจะมีปัญหา จะเห็นว่าทุกอย่างมีเหตุมีผลสอดคล้องที่จะทำให้รัฐบาลได้อยู่ต่ออยู่แล้ว
สมชาย ปรีชาศิลปกุล
คณะนิติศาสตร์ มช.
เรื่อง “ล้มตู่ชูป้อม” ไม่ได้เป็นประโยชน์โดยรวมกับการเมืองไทย แต่อีกแง่หนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าในตอนนี้ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเข้าไปในระบบการเมือง ที่ต้องอิงกับพรรคการเมืองมากขึ้น โดยที่ตนเองไม่มีฐานทำให้มีอำนาจการต่อรองน้อยลง
เพราะฉะนั้นหมายความว่า ใครที่มีบทบาทคุมพรรคการเมืองได้มากก็สามารถที่จะมีแรงต่อรองได้มากขึ้น ซึ่งในจุดนี้ทาง พล.อ.ประวิตร มีสิ่งนี้อยู่นั้น ก็เท่ากับจะมีแรงและมีอำนาจ สามารถต่อรองได้มากกว่าแน่นอน
ถามว่าโอกาสที่จะเป็นจริงตามกระแสข่าวได้หรือไม่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าผลประโยชน์ทางการเมืองว่าลงตัวมากน้อยขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นผลประโยชน์ในกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุน พล.อ.ประวิตร และพล.อ.ประยุทธ์ สามารถตกลงกันได้หรือไม่
และหากในอนาคตจะสามารถหลุดรอดการเอาผิดจากกลุ่มฝ่ายค้าน หรือกลุ่มต่างๆ ที่ต้องการเอาผิดหลังลงจากการเมืองแล้ว ซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคตข้างหน้า มองว่าทั้งพล.อ.ประยุทธ์ และพล.อ.ประวิตร ก็พยายามจะวางเรื่องของอนาคตทางการเมืองด้วย
ส่วนที่รัฐบาลและพรรคพลังประชารัฐมองว่าการปล่อยข่าวดังกล่าว เป้าหมายเพื่อเสี้ยมทำให้เกิดความแตกแยกระหว่าง พล.อ.ประวิตร กับ พล.อ.ประยุทธ์ นั้น ส่วนตัวมองว่าการเมืองไม่ใช่เรื่องของความสัมพันธ์ส่วนตัว แต่เป็นเรื่องของผลประโยชน์ การมีอำนาจในทางสาธารณะมาเกี่ยวข้อง
เพราะฉะนั้นจึงไม่เชื่อเรื่อง 3 ป. โตมาด้วยกัน ทำงานมาด้วยกัน และจะอยู่ด้วยกันไปจนวันตายจริงๆ อีกทั้งประวัติศาสตร์การเมืองไทยก็มีให้เห็นเยอะว่าแบบนี้ไม่เป็นจริง มันขึ้นอยู่กับอำนาจและผลประโยชน์
ลองย้อนกลับไปมองอดีต ไม่ว่าจะเป็นสมัย จอมพลถนอม กิตติขจร และจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ก็ทำนองเดียวกัน หรือแม้กระทั่งในระยะใกล้เราเห็นนักการเมืองจำนวนมาก ที่พร้อมจะเปลี่ยนฝั่งได้ตลอดเวลาเพราะผลประโยชน์ไม่ลงตัวหรือไม่ตอบสนอง
ตามที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุการเปลี่ยนตัวนายกฯจาก พล.อ.ประยุทธ์ มาเป็น พล.อ.ประวิตร เป้าหมายมองเป็นอื่นไม่ได้ นอกจากการสืบทอดอำนาจนั้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็เป็นปัญหาหนึ่ง และยังมีปัญหาอื่นๆ รายล้อมอยู่ เช่น ปัญหาเรื่องรัฐธรรมนูญ การเปลี่ยนแปลงของโลก
หมายความว่าการเปลี่ยนตัวบุคคล ไม่ว่าจะเปลี่ยนตัว นายกฯจาก พล.อ.ประยุทธ์ เป็นพล.อ.ประวิตร นั้น สิ่งที่จะเห็นได้ชัดคือจะไม่ทำให้การเมืองไทยขยับไปไหน เพราะศักยภาพของพล.อ.ประวิตร ก็เป็นที่ประจักษ์สายตาทั่วไปโดยไม่ต้องอธิบายอะไรอยู่แล้ว
สถานการณ์ของสังคมไทยตอนนี้ต้องการคนที่มองปัจจุบันและมองไปข้างหน้า ไม่ว่าจะในแง่ของการจัดการกับรัฐธรรมนูญที่บิดเบี้ยว และการจัดการกับระบบเศรษฐกิจ ที่ต้องการคนมีความรู้ ความสามารถในการเข้าใจโลกสมัยใหม่ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
หากได้ พล.อ.ประวิตรคิดว่าจะไม่ทำให้ผู้คนในสังคมไทยมีความหวังที่ดีมากขึ้น เพราะส่วนตัวยังเชื่อว่า พล.อ.ประวิตรไม่มีความสามารถที่จะบริหารงาน หรือหากจะพูดอีกแบบ พล.อ.ประวิตรตามไม่ทันโลก
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
แผนล้ม พล.อ.ประยุทธ์ แล้วชู พล.อ.ประวิตร ขึ้นมาเป็นนายกฯแทน เป็นเกมต่อรองทางการเมืองปกติ ในอดีตการจะล้มนายกฯ หรือล้มรัฐบาลเขาแอบไปพบกันโดยไม่ให้ใครรู้ ก็จะล้มสำเร็จ อย่างกรณีงูเห่าพรรคประชากรไทยที่ออกมาสนับสนุนนายชวน หลีกภัย สมัยเป็นฝ่ายค้าน จนได้เป็นนายกฯ โดยที่กลุ่มสนับสนุนไม่ได้ประกาศออกมาก่อน
แผนล้มรัฐบาลครั้งแรกยังทำกันลับๆ ไม่ไปเจอใคร และไม่ไปให้ใครเห็นเลย ดังนั้น การจะล้มนายกฯ แล้วประกาศโจ่งแจ้งว่าจะพบกันวันนี้วันนั้น เป็นการเขย่าขวัญกัน เป็นการขู่และต่อรองกันมากกว่า
อย่าลืมว่าในรัฐบาลยังมีตำแหน่งรัฐมนตรีว่างอีก 2 ตำแหน่ง ก็ต้องมีการเคลื่อนไหวให้กลุ่มของตัวเอง ต้องรอดูว่าก่อนเปิดสภาหรือตอนเปิดสภาแล้ว เขาจะเตรียมตั้งใคร อย่างไร ถึงคราวตั้งก็ต้องตั้ง ถึงตอนนั้นคงต้องวิเคราะห์อีกทีว่าคุ้มแค่ไหน อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น ดูแล้วฝ่ายค้านน่าจะเอาจริง เอาจัง แต่คนอื่นๆ ก็อยู่ที่การต่อรอง
หากมองว่าที่มีข่าวแบบนี้ออกมาบ่อยๆ เพราะรัฐบาลง่อนแง่นก็ไม่ผิด เพราะสภาพของรัฐบาลนั้นสะท้อน ให้เห็นตั้งแต่แรกแล้วว่าเสียงปริ่มน้ำ การดำเนินการ ทุกอย่างต้องระวังตลอด ทำให้ขาดความมั่นใจ ยิ่งมีการแตกแยกในพรรคพลังประชารัฐ ก็ยิ่งมั่นใจไม่ได้เลย
ขณะเดียวกัน พรรคเล็กก็ต้องการต่อรองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อยากให้พรรคพลังประชารัฐสนับสนุนสูตรคำนวณส.ส.บัญชีรายชื่อ ให้หารด้วย 500
อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า 3 ป. ไม่แตกกัน ถ้าแตกกันก็ต้องเลิกเล่นการเมืองไปเลย จะมาแข่งขันกันเอง ไม่ได้ เพราะเขากำหนดให้อยู่ซีกเดียวกัน และไม่สู้กันเอง
แต่ก็มีความพยายามที่จะเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือ บีบให้มีการเปลี่ยนตัว บางทีพวกเดียวกันก็เล่น กันเอง เพราะอย่างไรก็มองว่า พล.อ.ประวิตรดีกว่า พล.อ.ประยุทธ์ เนื่องจากคุยง่ายกว่า ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ก็ไม่ยอมนักการเมืองกลุ่มที่มากดดันอยู่แล้ว แต่การดำเนินการต่างๆ มองได้ว่า พล.อ.ประวิตร จะเป็นการเมืองมากกว่า
อย่างไรก็ตาม หากที่สุด พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้เป็น นายกฯ อย่างไรฝั่งรัฐบาลก็ต้องเลือกวิธีที่จะสืบทอดอำนาจอยู่แล้ว ก็เห็นกันอยู่ จะให้เปลี่ยนเป็นอีกฝ่ายขึ้นมายิ่งไม่มีทางยอม เปลี่ยนข้างไม่ได้ก็ต้องเป็นคนใน
ส่วนเลือกตั้งครั้งหน้ายังเป็นการสืบอำนาจอยู่หรือไม่ก็ยังพูดไม่ได้ เพราะผ่านไปแค่อาทิตย์เดียวสถานการณ์ก็ยังเปลี่ยนได้ มีแต่หมอดูเท่านั้นที่จะทำนายได้ ซึ่งก็ทำนายตามสถานการณ์
ดังนั้น ต้องดูสถานการณ์ว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น คะแนนไว้วางใจจะออกมาเป็นอย่างไร เสียงสนับสนุนรัฐบาลยังเหนียวแน่นอยู่หรือไม่