จากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่อนคลาย ทำให้นักเรียนสามารถกลับไปเรียนที่โรงเรียนได้ตามปกติ (On-Site) ซึ่งจะเริ่มทยอยเปิดเรียนในวันที่ 17 พ.ค. 2565 และในช่วงเวลานี้ของทุกปี ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียนจะมีภาระค่าใช้จ่ายเพื่อการศึกษา
แต่เนื่องจากตั้งแต่ต้นปี 2565 ที่ผ่านมา ราคาสินค้าหลายประเภทและพลังงานเร่งตัวสูงขึ้น ขณะที่การจ้างงานและ รายได้ภาคครัวเรือนยังอ่อนแอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการใช้จ่ายของผู้ปกครองบางกลุ่มที่มีความอ่อนไหวต่อปัจจัยเหล่านี้
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จัดสำรวจมุมมองผลกระทบและ การปรับตัวในการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 ของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานในวัยเรียน
พบว่าเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 สิ่งที่ผู้ปกครองกังวลมากที่สุดคือ ปัญหาเรื่องของราคาสินค้าและพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผล กระทบต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน และสิ่งที่ผู้ปกครองยังมีความกังวลรองลงมาคือ เรื่องของโรคโควิด
สำหรับแหล่งเงินที่ผู้ปกครองนำมาใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลาน ส่วนใหญ่จะมาจากเงินออม และมาจากแหล่งเงินอื่นๆ เช่น บัตรเครดิต ยืมญาติ/เพื่อน เป็นต้น คิดเป็นสัดส่วน 41.8% รองลงมา คือ ผู้ปกครองใช้เงินออมของตนทั้งหมดคิดเป็นสัดส่วน 30.4% ของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมด
แต่ก็มีผู้ปกครองส่วนหนึ่งที่มีเงินออมไม่เพียงพอ ใช้จ่ายในการชำระค่าเทอมและซื้ออุปกรณ์การเรียน ชุดนักเรียน และอื่นๆ จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งเงินจากที่อื่น เช่น ยืมญาติ/เพื่อน ใช้ สินเชื่อจากสถาบันการเงินอย่างบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสด
ผู้ปกครองบางรายพึ่งโรงรับจำนำ กู้นอกระบบ และ ผู้ปกครองบางรายเลือกที่จะขอผ่อนชำระหรือผ่อนผันกับทางโรงเรียน
ประเมินว่า มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของบุตรหลานของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเปิดเทอมใหญ่ปี 2565 นี้ อาจมีมูลค่าประมาณ 26,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
ทั้งนี้ มูลค่าการใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของผู้ปกครองในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ในช่วงเปิดเทอมปีนี้ที่เพิ่มขึ้นข้างต้นอาจไม่ได้สะท้อนว่าธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีทิศทางที่ดี แต่เป็นผลจากการเปรียบเทียบกับฐานที่ต่ำในช่วง 1-2 ปีก่อนหน้าที่ได้รับผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด รวมถึงผลด้านราคาและค่าครองชีพ
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด