มหาเถรสมาคมมีมติล่าสุด ห้ามพระภิกษุเกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมือง กรณีเป็นกรรมาธิการ, อนุกรรมาธิการ, ที่ปรึกษากรรมาธิการ ในสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือสมาชิกวุฒิสภา

พร้อมกันนี้ ยังได้มอบให้ประธานฝ่ายปกครองที่ได้รับแต่งตั้งไปพิจารณาเพื่อกำหนดแนวทาง หรือวิธีการที่ชัดเจนสำหรับตำหนิโทษหรือป้องปรามเป็นลายลักษณ์อักษร

มติดังกล่าว ส่งผลให้พระภิกษุจำนวนสองรูป ต้องประกาศลาออกจากอนุกรรมาธิการและที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการกิจการพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในกรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎรทันที

เป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างว่าจะเป็นคุณกับการพระพุทธศาสนาหรือไม่

เมื่อปี 2538 มหาเถรสมาคมมีคำสั่งห้ามพระภิกษุสามเณรเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยห้ามเข้าไปในที่ชุมนุมหรือในบริเวณสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใด หรือในที่ชุมนุมทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ

ห้ามกระทำการใดๆ อันเป็นการสนับสนุนช่วยเหลือโดยตรงหรือโดยอ้อมแก่การหาเสียง เพื่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสภาเทศบาล หรือสภาการเมืองอื่นใดแก่บุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ

ห้ามร่วมชุมนุมในการเรียกร้องสิทธิของบุคคลหรือคณะบุคคลใดๆ และห้ามร่วมอภิปราย หรือบรรยายเรื่องเกี่ยวกับการเมืองซึ่งจัดตั้งขึ้นทั้งในวัดและนอกวัด

ต่อมาก็มีคำสั่งเพิ่มเติมห้ามใช้บริเวณวัดหรือสังฆาวาสในการทำกิจกรรมทางการเมือง ซึ่งไม่สอดคล้องกับความจริงในสังคมประชาธิปไตย

เรื่องนี้ กรรมาธิการการศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม สภาผู้แทนราษฎร ชี้ว่ามตินี้ถือเหมือนแยกพระออกจากชาวบ้าน เพราะในคณะกรรมาธิการมีตัวแทนทั้งศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม

การที่มหาเถรสมาคมมีมติเช่นนี้ จะทำให้เกิดความบั่นทอนเซาะกร่อน ไม่อาจนำไปสู่เป้าหมายในการแก้ปัญหาคณะสงฆ์ และให้พระพุทธศาสนาในประเทศไทยยั่งยืนและมั่นคงได้เลย

ที่ผ่านมา คณะสงฆ์ขาดวิสัยทัศน์ในมิติด้านสังคมและโลกสมัยใหม่ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและตลอดเวลา ขณะเดียวกันก็ตอบสนองต่อรัฐได้ทุกอย่าง

ถ้าหากยังไม่ปรับตัว รู้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกสมัยใหม่ และสังคมประชาธิปไตย ก็ยิ่งน่าเป็นห่วงในฐานะที่เป็นผู้นำด้านศีลธรรมและจิตวิญญาณ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน