คลังพร้อมเสนอครม.ต่ออายุลดภาษีน้ำมันดีเซล 3 บาทต่อลิตร แต่โยนนายกฯ เคาะลดอัตรา-ขยายเวลาเพิ่ม ย้ำจำเป็นต้องทำเพราะต้องลดภาระประชาชน ไม่ให้มาตรการสะดุด

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาลเปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 พ.ค. 2565 ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม เป็นประธาน พิจารณาขยายระยะเวลามาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 3 บาทต่อลิตร ซึ่งมาตรการดังกล่าวกำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 20 พ.ค. 2565 นี้ เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือและบรรเทาภาระของภาคประชาชนและภาคธุรกิจมีความต่อเนื่อง ไม่สะดุด หลังจากราคาน้ำมันมีการปรับตัวเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ เบื้องต้นจะมีการเสนอทางเลือกสำหรับมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลให้ที่ประชุมครม.พิจารณา เพื่อให้เห็นข้อดี-ข้อเสียต่างๆ อย่างชัดเจน ส่วนท้ายที่สุดครม.จะพิจารณาลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลในอัตราเดิม หรือลดมากกว่าเดิม และระยะเวลาการลดภาษีจะนานเท่าไหร่นั้น ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายนโยบายทั้งสิ้น

“มีความจำเป็นที่จะต้องเสนอต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลิตรละ 3 บาทออกไป จากที่มาตรการจะหมดอายุใน วันที่ 20 พ.ค.นี้ เพื่อไม่ให้มาตรการสะดุด ซึ่งกระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตได้มีการเตรียมทางเลือกในมิติต่างๆ เพื่อให้ครม.พิจารณาอย่างชัดเจน ส่วนการตัดสินใจว่าจะดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อไปอย่างไร ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี”

ก่อนหน้านี้ นายกฤษฎา จีนะวิจารณะ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวแนวทางการต่ออายุมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 3 บาท ว่านโยบายช่วยเหลือมีแน่นอน ทั้งการขยายอายุลดภาษีดีเซลออกไป หรือจะมีการลดภาษีเพิ่มเติม ส่วนจะเลือกใช้แนวทางใดบ้าง ต้องขอพิจารณาอีกครั้ง และยืนยันว่าไม่กระทบกับฐานะการคลัง

อย่างไรก็ดี เบื้องต้นคาดว่ากระทรวงการคลังจะมีการเสนอ 2 แนวทาง ในการลดปัญหาราคาน้ำมันดีเซลที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ 1.การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 3 บาท เป็นระยะเวลา 3 เดือน ซึ่งเป็นมาตรการที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน และ 2.การลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงในอัตราลิตรละ 5 บาท โดยระยะเวลาจะน้อยกว่า 3 เดือน โดยทั้ง 2 แนวทาง ประเมินว่าจะใช้งบประมาณไม่เกิน 2 หมื่นล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบกับการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในปีงบประมาณ 2565 และทำให้กรมสรรพสามิตสูญเสียรายได้เดือนละ 5.7 พันล้านบาท รวม 3 เดือน สูญเสียรายได้ 1.7 หมื่นล้านบาท

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน