ฝันเล็กๆ ของคนรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยอยากมีฟาร์มเล็กๆ ปลูกทุกอย่างที่กิน และกินทุกอย่างที่ปลูก ที่เหลือก็แบ่งปันหรือขาย เป็นการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง แต่สำหรับ ‘เซฟติสท์ ฟาร์ม’(SAFETist Farm) สวนเกษตรในผืนดินกว่า 2 ไร่เศษ ริมคลองบางมดย่านทุ่งครุ ชานเมืองกรุงเทพมหานคร ที่ก่อตั้งโดยคนหนุ่มสาวที่ทำงานจิตอาสาในพื้นที่นี้ ร่วมกับศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กว่า 20 คน เป็นมากกว่านั้นอีก เพราะนอกจากจะสร้างโมเดลต้นแบบของเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) บนฐานการเกษตรได้ในระดับหนึ่งแล้ว ยังนำความรู้ความสามารถมาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของชุมชนใต้สะพาน ประชาอุทิศ 76 เขตทุ่งครุ อันเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของคนมีรายได้ ต่อครัวเรือนเพียง 3,000-6,500 บาทต่อเดือน เนื่องจากส่วนใหญ่ มีอาชีพคัดแยกขยะ ขายของเก่า และรับจ้างทั่วไป

ทั้งนี้ ทาง ‘เซฟติสท์ ฟาร์ม’ ได้เข้าไปส่งเสริมชุมชนดังกล่าวให้ปลูกผักสลัดและเลี้ยงไส้เดือน พร้อมกับรับซื้อด้วย ทำให้มีรายได้เสริม ที่สำคัญทำให้คนในครอบครัวได้ทำกิจกรรมเหล่านี้ร่วมกัน ซึ่งก่อให้เกิดสิ่งดีงามหลายอย่าง

ดร.กัญจนีย์ พุทธิเมธี อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มจธ. และทีมวิจัย ภายใต้โครงการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบชุมชนริมคลองฝั่งธนบุรีด้วยเครือข่ายคลังสมองของพื้นที่และแผนผังภูมินิเวศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน (โครงการ Green Thonburi) บอกว่า โครงการนี้ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยและนวัตกรรมด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) ที่ต้องการสร้างต้นแบบโมเดลเศรษฐกิจสีเขียวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ชุมชนริมคลองบางมด ที่สามารถสร้างธุรกิจจากฐานทุนด้านการเกษตรที่เลี้ยงตัวเองได้ พร้อมทั้งเป็นผู้ผลิต “อาหารปลอดภัย” และเป็น “อาหารของคนเมือง” ให้กับคนในพื้นที่โดยรอบไปพร้อมกัน

“เราต้องการนำเศรษฐกิจสีเขียวกลับคืนสู่ชุมชนเกษตรทุ่งครุและชุมชนริมคลองบางมดอีกครั้ง อาจไม่ใช่ในรูปแบบเดิมที่เป็นสวนส้ม แต่เป็นการนำรูปแบบหลายอย่างเข้ามารวมกัน ทั้งเรื่องของการเกษตร การท่องเที่ยว และอื่นๆ เพื่อสร้างโมเดลเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ที่จะส่งผลดีทั้งกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน”

ดร.กัญจนีย์ยังบอกด้วยว่า ในปี 2568 จะครบรอบ 100 ปี ส้มบางมด มจธ.จึงอยากสร้างความตระหนักรู้ให้คนในพื้นที่เห็นความสำคัญของพื้นที่ที่เป็นแหล่งปลูกพืชเศรษฐกิจ ผลไม้มูลค่าสูง โดยเฉพาะเด็กรุ่นใหม่ อยากให้ได้พบเห็นส้มบางมดมากขึ้น โดยจะส่งเสริมให้ปลูกกันทั่วไปตามบ้านได้ และจะฟื้นฟูส้มบางมด ให้กลับมาอีกครั้ง ตอนนี้สวนส้มบางมดดั้งเดิมใน 7 เขตของพื้นที่ฝั่งธนบุรีเหลืออยู่ประมาณ 10 สวนเท่านั้น โดยทีมของมจธ.ได้เข้าไป ส่งเสริมด้วยการแจกต้นกล้าส้ม คาดว่าน่าจะช่วยสร้างส้มบางมดสวนใหม่ให้กลับมาได้ประมาณ 100 สวน แต่ยังคงต้องพัฒนาเรื่องการจัดการน้ำ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างมากสำหรับส้ม และต้องบริหารจัดการน้ำเสีย น้ำเค็ม ให้ดี
ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมด้านท่องเที่ยว ทางเรือไปด้วยเพื่อเที่ยวชมพื้นที่การเกษตร ในฝั่งธนบุรี ซึ่งมีความหลากหลายมาก เช่น สวนผสม สวนหมาก สวนมะพร้าว สวนส้ม และสวนลิ้นจี่ที่เหลืออยู่น้อยแล้ว
ข้อมูลเหล่านี้คงทำให้ได้เห็นภาพโดยรวมของโครงการแล้ว ทีนี้มาพูดถึงในส่วนของ ‘เซฟติสท์ ฟาร์ม’ กันบ้าง

คุณวิไลวรรณ ประทุมวงศ์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SAFETist Farm เล่าว่า จากการทำงานด้านพัฒนาสังคมในพื้นที่คลองบางมดมานานกว่า 10 ปี ตนเองและเพื่อนๆ จึงต้องการมีพื้นที่ผลิตอาหารที่ปลอดภัยไว้รับประทานเอง จึงได้เช่าสวนส้มบางมดร้างแปลงนี้พัฒนาเป็นฟาร์มขึ้นเมื่อปี 2563 โดยพลิกฟื้นสภาพดินเค็มให้มาเป็นแปลงเกษตรปลอดสาร จากการทำโครงการมาตั้งแต่เดือนก.ย. 2564 ที่ผ่านมา โดยการนำผักและผลิตผลที่เก็บได้ภายในฟาร์มมาจัดเป็นชุดตะกร้า ผักสด และจัดส่งถึงหน้าบ้านครอบครัวที่สมัครเป็นสมาชิก สัปดาห์ละหนึ่งครั้ง

วันนี้มีสมาชิกครอบครัวตะกร้าผัก 30 กว่าราย ทำให้ฟาร์มมีรายได้เพียงพอจะดูแลสมาชิกที่อยู่ประจำในฟาร์มได้แล้ว ก้าวต่อไปคือขยายสมาชิกเป็น 100 ครอบครัวในสิ้นปีนี้ พร้อมเชิญชวนคนในชุมชนและพี่น้องเกษตรกรในพื้นที่ที่สนใจจะปลูกผักขายได้เข้ามาเรียนรู้แลกเปลี่ยนเทคนิคการปลูกผักในพื้นที่ดินเค็ม และน้ำกร่อย เพื่อขยายเครือข่ายปลูกผักให้สามารถมีผลผลิตที่หลากหลายและเพียงพอตลอดปี

ที่นี่ปลูกพืชผักผลไม้อินทรีย์หลากหลาย ทั้งพืชผักสวนครัวและผักสลัด และยังเลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลาอีกด้วย ใครมาเยือนจะได้ลิ้มชิมรสพืชผักผลไม้สดๆ วันก่อนที่คณะสื่อมวลชนไปเยือนก็ได้ชิมผักเคลที่ตัดกันสดๆ นำมายำกับเครื่องเคียงต่างๆ อร่อยอย่าบอกใคร

คุณวิไลวรรณเล่าว่า ฟาร์มมีเจ้าหน้าที่ดูแล 5 คน ซึ่งเป็นธุรกิจเลี้ยงตัวเองได้ประมาณหนึ่ง แม้ยังไม่ได้กำไร ภายในปีนี้หากมีสมาชิกประมาณ 200 คนขึ้นไปน่าจะพออยู่ได้แล้ว สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชม ส่วนใหญ่จะจัดทริปพายเรือคายักรอบฟาร์มลัดเลาะไปตามคลองต่างๆ ที่ชาวบ้านใช้สัญจรกัน เพื่อดูวิถีชีวิตและธรรมชาติ เพราะชุมชนแถวนี้ยังไม่มีถนนเข้าถึง จะได้เห็นชีวิตความเป็นอยู่ ได้สัมผัสธรรมชาติของพืชน้ำกร่อยต่างๆ และยังสามารถชมนกได้ เนื่องจากบริเวณนี้ยังอุดมสมบูรณ์อยู่ นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมภายในฟาร์มสำหรับครอบครัว เช่น เก็บไข่ พายเรือในบ่อ ทำสิ่งประดิษฐ์จากลูกหงอนไก่ทะเล หรือสร้างผลงานศิลปะจากสีธรรมชาติ ใช้วัตถุดิบที่อยู่ในฟาร์มให้เกิดประโยชน์ (สนใจติดต่อ 08-9481-8303)

นับเป็นฟาร์มตัวอย่างที่ทำครบวงจร แถมพ่วงเรื่องท่องเที่ยวและจัดกิจกรรมเรียนรู้ต่างๆ ที่สำคัญมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชนใกล้เคียงด้วย
ภาวิณีย์ เจริญยิ่ง