พัทลุง – จากกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยื่นเอกสารขอรับรองวิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย เป็นมรดกทางการเกษตรโลก (Globally Important Agricultural Heritage System หรือ GAHS) จากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) พื้นที่มีความสำคัญเป็นพื้นที่ที่มีความหลากหลาย ทางชีวภาพสูงมากจนได้รับการประกาศให้เป็นเขตพื้นที่ชุ่มน้ำโลก มีความสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของ FAO ในการเป็นมรดกทางการเกษตร ที่เน้นการอนุรักษ์มรดกทางการเกษตรโลก สร้างความมั่นคงทางอาหารและพัฒนาเศรษฐกิจ ปกป้องและส่งเสริมการใช้ทางชีวภาพให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่นยั่งยืนบริเวณพื้นที่ชุ่มน้ำ ทะเลน้อย มีวิถีชีวิตที่มีความเชื่อมโยงกับควายน้ำทะเลน้อย โดยสืบทอดการเลี้ยงควายมายาวนานมากว่า 250 ปี

ด้านนายทันยะ สุบันสง เกษตรกรเจ้าของควายบริเวณพื้นที่ทุ่งหญ้าคลองนางเรียม เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย กล่าวว่า ถ้าเป็นมรดกทางการเกษตรโลกนั้น ถือว่า เป็นเรื่องที่ดีกับเกษตรกรเจ้าของควายในพื้นที่ทะเลน้อย แต่เกษตรกรหลายรายยังไม่ทราบแนวทางและหลักการขณะที่นายพรประเสริฐ เกื้อคราม เกษตรกรเจ้าของควายน้ำ กว่า 200 ตัว เผยว่า ระบบนิเวศในพื้นที่ทุ่งหญ้าทะเลน้อยเปลี่ยนไป เจ้าของความเริ่มกังวลต่อการเลี้ยงควายที่สร้างรายได้และเป็นมรดกที่ได้จากบรรพบุรุษ การยกวิถีการเลี้ยงควายและเกษตรเชิงนิเวศในพื้นที่ทะเลน้อย เป็นมรดก ทางการเกษตรโลกนั้น ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี อย่างน้อยหลายฝ่าย จะได้เข้ามาร่วมแก้ปัญหา และแนวทางการเลี้ยงควายน้ำเพื่อความอยู่รอดและยั่งยืนในอนาคตต่อไป แต่การเลี้ยงควายน้ำทะเลน้อย

ปีนี้ถือว่าแย่ที่สุด เพราะฝนที่ตกลงมาต่อเนื่องทำให้ ทุ่งหญ้าเลี้ยงควายโดยรอบเขตทะเลน้อยมีน้ำท่วมขังกว่า 6 เดือนจากปกติ ปัญหาที่ตามมาคือควายผอม ควายตาย เจ้าของควายบางรายเริ่มท้อ ถึงขนาดจะขายควายยกฝูง

เกษตรกรในพื้นที่ชุ่มน้ำทะเลน้อยมีรายได้ขายควาย ทำประมง ปลูกข้าว และแปรรูปผลิตภัณฑ์จากกระจูด ฤดูน้ำหลากในทะเลน้อยจะมีควายน้ำดำน้ำลงไปกินหญ้าใต้น้ำและพืชน้ำอย่างสายบัว ใบบัว หรือสาหร่าย มูลควายเป็นอาหารให้กับพืชและแพลงตอน ซึ่งเป็นอาหารปลา ควายเป็นศูนย์รวมของความเชื่อ มีพิธีกรรมและประเพณีที่เกี่ยวข้องกับควาย และทางเดินของควาย นอกจาก จะสร้างภูมิทัศน์ที่สวยงามยังช่วยป้องกันการเกิดไฟป่า

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน