กรรมการ ‘บูลลี่’
ฝึกจิต
เรื่องของ ‘หมอปลากับหลวงปู่แสง’ เป็นเรื่องที่ถูกนำมาพูดกันมากที่สุดในช่วงสัปดาห์แห่งวิสาขบูชาที่ผ่านมา
กรรมจากการกระทำและคำพูดของหมอปลารวมถึงทีมนักข่าวที่จู่โจมเข้าไปบี้หาความผิด ‘หลวงปู่แสง’ ถึงกุฏิ ส่งผลอย่างปัจจุบันทันด่วนถึงหมอปลาและทีมงาม ตลอดจนผู้เข้าร่วมอย่างรวดเร็ว
สิ่งสำคัญที่กระตุ้นให้คนเกิดกระแสต่อต้านหมอปลาและพวก คือ คำพูดจาบจ้วงล่วงเกินหลวงปู่อย่างรุนแรงในหลายครั้ง จนอาจเรียกได้ว่าเป็นการ บูลลี่ (bully)
ในปัจจุบันสังคม ผู้คนจำนวนมากมีลักษณะปากไว ใจเร็ว เห็นข้อด้อยของใคร หรือความผิดพลาดนิดหน่อย ก็นินทา แบบรัวๆ หรือประณามหยามเหยียดแบบชนิดใส่ไม่ยั้ง เอาสะใจไว้ก่อน แล้วพากันเข้าใจเอาเองว่าพวกตนทำถูกต้อง ซึ่งพฤติกรรมแบบนี้ ภาษาวัยรุ่นเรียกว่า บูลลี่
การบูลลี่ คือ พฤติกรรมรุนแรง กลั่นแกล้ง รังแกผู้อื่นที่มีปมด้อยหรืออ่อนแอกว่า ทั้งทางวาจาและร่างกาย หากเกิดในชีวิตจริงมักเป็นการล้อเลียนรูปร่างหน้าตา สถานะทางสังคม ประณามความผิดพลาดของผู้อื่น เหยียดผู้อื่นว่าต่ำต้อยกว่าตน ทำให้ผู้ถูกบูลลี่เกิดความเจ็บช้ำน้ำใจ เสียใจ น้อยใจ จนอาจเกิดเป็นบาดแผลทางใจฝังลึกจนยากเยียวยา หรืออาจลุกลามไปจนเกิดการปะทะ และสร้างบาดแผลทางร่างกาย
พฤติกรรมการบูลลี่ การต่อว่ากัน การเหยียดหยามกัน ในทาง กฎแห่งกรรมถือว่ามีโทษอย่างสาหัสสากรรจ์ ชนิดที่อาจทำให้ผู้ลงมือกระทำกรรมชีวิตเปลี่ยนเป็นตกต่ำลงอย่างคาดคิดกันไม่ถึงทีเดียว
เพราะในอดีตมีตัวอย่างมาแล้ว
คือ นางอัมพปาลี ผู้หญิงที่สวยที่สุดของเมืองไวสาลีในสมัยพุทธกาล แต่ปรากฏว่าต้องกลายเป็นโสเภณีทั้งชีวิต เพราะในอดีตชาติ เกิดเป็นลูกเศรษฐี ร่ำรวยทรัพย์นับอนันต์ วันหนึ่งไปเวียนเทียนรอบเจดีย์ พบภิกษุณีผู้เฒ่าชรา เดินเวียนเทียนนำอยู่ด้านหน้า แล้วหลังจากเดินได้สักพักท่านก็หันออกข้างทางบ้วนน้ำหมากพรวดออกมา แต่ปรากฏว่าสะเก็ดน้ำหมากหยดนึงกระเด็นมาโดนเสื้อผ้าของนางอัมพปาลี นางเลยโพร่งออกมาว่า “นังหญิงแพศยา!!” เพียงเท่านั้นเอง เพราะกรรมคำพูดนิดเดียวด้วยความโมโหนี่เอง ทำให้นางอัมพปาลีตกนรกไปนานเป็นกัปเป็นกัลป์ แถมพอกลับมาเกิดเป็นมนุษย์ก็กลายเป็นโสเภณี คือ หญิงแพศยา ทุกชาติๆ มาไม่ต่ำกว่า 500 ชาติ คิดดูว่ารุนแรงขนาดไหน? อารมณ์โทสะชั่ววูบ ที่ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานไปชั่วกาลยาวนาน
ทั้งที่เสื้อผ้ามีไว้ใส่เพื่อเปื้อนแทนร่างกาย ทั้งที่อัมพปาลีลูกสาว หัวแก้วหัวแหวนของเศรษฐีมีเสื้อผ้ามากมายให้ใช้ให้เปลี่ยน แต่เพราะขาดสติ ด่าไปโพล่งเดียวเท่านั้น กลับต้องชอกช้ำและรับผลแห่ง วิบากกรรมมาอย่างยาวนาน… คุ้มค่าหรือไม่ลองพิจารณากันดู!!
หรือ นางขุชชุตตรา คนนี้มีปัญญามาก จนพระพุทธเจ้ายกย่องให้เป็นผู้เป็นเลิศกว่าอุบาสิกาทั้งปวงในด้านการแสดงธรรม เพราะนางได้ฟังธรรมที่พระพุทธเจ้าแสดงจนบรรลุโสดาปัตติผล แล้วนำธรรมที่ได้ฟังไปแสดงต่อให้พระนางสามาวดี มเหสีของพระเจ้า แผ่นดินเมืองโกสัมพี พร้อมทั้งหญิงบริวาร 500 จนทั้งหมดได้ดวงตาเห็นธรรมบรรลุโสดาปัตติผลตาม
แต่ปรากฏว่านางขุชชุตตราเป็นคนหลังค่อม แล้วก็โดนคนเรียกว่า “ยัยค่อม” มาตลอดชีวิต ผู้คนก็พากันสงสัยว่า คนฉลาดแบบนี้ทำไมหลังค่อม พระพุทธเจ้า จึงตรัสเล่าอดีตชาติให้ฟังว่า นางขุชชุตตรา ในอดีตเคยบูลลี่ พระอรหันต์องค์หนึ่งที่ท่านหลังค่อมหน่อยๆ ตัวนางขุชชุตตรา ตอนนั้นยังเด็ก ก็สนุกสนานตามภาษาเด็ก เลยร้องตะโกนแซวพระแซวเจ้าไปเรื่อย ปรากฏว่าตั้งแต่ชาตินั้นเป็นต้นมา ถ้าเกิดเป็นคนคราใด เป็นต้องหลังค่อมเพราะแรงวิบากรรมทุกที!!
กฎหมายอาจละเว้นเด็กเยาวชนที่ไม่รู้ความ แต่กฎแห่งกรรมนั้นแตกต่างไป แม้จะเป็นเด็กเล็ก จะรู้ความ หรือไม่รู้ความ ถ้าลองได้ทำบาปกรรมไว้ ผลแห่งกรรมก็จะย้อนสนองกลับมาให้ผลไม่ได้น้อยไปกว่าผู้ใหญ่แม้แต่นิดเดียว ในคัมภีร์มิลินทปัญหาท่านเปรียบว่า ไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ จับก้อนเหล็กเผาไฟ อย่างไรก็ร้อนเท่ากัน มือไหม้เหมือนกัน!! ดังนั้น ใครทำกรรม ก็ต้องรับผลของกรรม ไม่แตกต่างกัน!!
หรือ บางคนที่อ้วนไม่เลิก ออกกำลังกายก็แล้ว อดอาหารก็แล้ว ก็ยังอ้วนเอาอ้วนเอา ก็ลองถามตัวเองดูว่า สมัยเด็กๆ เคยไปบูลลี่ใครว่าอ้วนหรือเปล่า การไปแซวคนอ้วน ให้เขาเจ็บช้ำน้ำใจ นี่ก็เป็นเหตุสร้างกรรมทำให้เรากลายเป็นคนอ้วนฉุลดไม่ลงได้ด้วยเช่นเดียวกัน เป็นเรื่องกฎแห่งกรรมล้วนๆ ทำสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ไม่มีผิดฝาผิดตัว ไม่มีคำว่าบังเอิญ ไม่มีคำว่า “อยุติธรรม”
ดังนั้น เรื่องการล้อเลียน การบูลลี่ ทั้งที่ดูเหมือนเรื่องเล็ก แต่ผลกรรมกลับไม่น้อยนิดตามด้วย ถ้าพลาดพลั้งไปย่อมเสียหาย ยับเยิน จึงต้องพยายามทรงความดีให้มากที่สุด หลีกเลี่ยงการทำกรรมชั่วให้มากที่สุด โดยเฉพาะกรรมเรื่องคำพูด การบูลลี่ และการต่อว่าใครๆ
ถ้าจะพูดเอาสนุก เอาสะใจชั่วครั้งชั่วครู่ มิสู้อยู่เฉยๆ ปลอดภัยกว่ามาก
พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐