การประชุมสภาสมัยสามัญที่จะเริ่มขึ้นใน วันที่ 25 พ.ค. มีประเด็นที่ต้องจับตา ทั้งการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 66 ระหว่างวันที่ 31 พ.ค.-2 มิ.ย.

ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง ในวาระ 2, 3

รวมถึงการพิจารณาญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ และรัฐมนตรี

เรื่องไหนจะเป็นวาระร้อนที่เขย่ารัฐบาลได้ มีความเห็นจากนักวิชาการ

ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลราชธานี

ทั้งร่างพ.ร.บ.งบประมาณ, ร่าง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ประเด็นทั้งหมดคงจะไม่นำไปสู่การยุบสภาหรือการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน เหมือนอย่างที่หลายคนตั้งข้อสังเกต เพราะสุดท้ายพรรคร่วมรัฐบาลก็ยังคงต้องการอยู่ต่อ แม้ล่าสุดพรรคก้าวไกลจะประกาศโหวตคว่ำ แต่พรรคเดียวอาจไม่มีน้ำหนัก

ร่างพ.ร.บ.งบฯ สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลเป็นเรื่องของการต่อรองเพื่อนำไปใช้เตรียมตัวเลือกตั้งใหญ่ ดังนั้นงบฯน่าจะผ่านสภา แต่อาจมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดจากการต่อรองของพรรคร่วมรัฐบาล โดยอาจมีการพยายามดึงงบไปลงพื้นที่ ซึ่งเป็นรูปแบบที่เห็นอยู่เรื่อยๆ

คิดว่ารัฐบาลคงนัดต่อรองโดยการให้หรือไม่ให้งบ เพื่อจะให้ร่วมลงคะแนน ฉะนั้นการจัดสรรงบที่รัฐบาลยังมีอำนาจอยู่ก็น่าจะเป็นเครื่องมือต่อรองที่เอื้อรัฐบาลได้พอสมควรในการลงมติ

ส่วนเสียงของพรรคเล็กหรือกลุ่ม 16 ต่อร่างพ.ร.บ.งบ ก็อยู่ที่ว่าจะได้งบอะไรบ้าง คงต่อรองเพื่อนำไปลงในพื้นที่ แต่อำนาจต่อรองไม่ได้มีมากนักจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับรัฐบาล ซึ่งจะใช้กลไกงบประมาณดึงคะแนนจากพรรคเหล่านี้

ส่วนกฎหมายเลือกตั้ง นอกจากฝ่ายค้าน พรรครัฐบาลบางพรรคก็อยากได้กติกาใหม่ เช่น พรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วยกับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ โดยมองว่าจะทำให้พรรค ได้ประโยชน์ พรรคใหญ่เห็นด้วยก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นหรือประสบอุปสรรค

ที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีแรงต้านจากทางฝั่งรัฐบาล เช่น พรรคพลังประชารัฐ แม้จะมีกระแสว่าอยากได้ระบบ บัตรใบเดียว และไม่ง่ายในการเปลี่ยนแปลงเพราะต้องใช้ความเป็นหนึ่งเดียวของรัฐบาล ซึ่งไม่ถือว่าเป็นหนึ่งเดียวกันเสียทีเดียว

ดังนั้น กฎหมายลูกไม่น่ามีปัญหา เพราะประเด็นใหญ่จริงๆ ของพรรคฝ่ายค้านหรือของประเทศ คือ การยกเลิกมาตรา 272 ตัดอำนาจ ส.ว. ไม่ได้อยู่ในส่วนของการพิจารณาร่างกฎหมายลูกครั้งนี้

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้มองว่าจะนำไปสู่การคว่ำรัฐบาล แต่อย่างน้อยจะทำให้คนได้รับข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาเสนอ ซึ่งเห็นแล้วว่าการทำงานของฝ่ายค้านโดยเฉพาะพรรคก้าวไกล นำเสนอข้อมูลหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนและประเทศในระยะยาว จะส่งผลให้คนตระหนักเรื่องการเมือง ทั้งปัญหาการทุจริต การบังคับใช้กฎหมาย

อย่างไรก็ตามข้อมูลจากฝ่ายค้านครั้งนี้อาจมีผลต่อการเลือกตั้งครั้งหน้าก็ได้ แต่คิดว่าไม่น่าจะนำไปสู่การยุบสภา เพราะรัฐบาลก็ไม่ต้องการเลือกตั้งช่วงนี้ อยากอยู่ครบวาระ จึงเป็นเป้าหมายร่วมของพรรคร่วมรัฐบาลที่น่าจะลงมติให้ผ่าน

และคิดว่านายกฯ คงจะไม่ชิงยุบสภาก่อนการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก่อนหน้านี้มีเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกว่าแต่ก็ไม่เห็นว่านายกฯ จะตัดสินใจยุบสภา และไม่น่าจะเป็นทางเลือกของคนอย่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ด้วย

เช่นเดียวกับประเด็นวาระนายกฯ 8 ปี ก็จะไม่เป็นตัวแปรใดๆ เรื่องนี้เป็นปัญหาการบังคับใช้กฎหมายของไทย ซึ่งหลายครั้ง นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ให้ความเห็นด้านกฎหมายแล้วกลายเป็นบรรทัดฐานนำไปตีความ ซึ่งนายวิษณุไม่ควรมีอิทธิพลต่อการตัดสินหรือวางแนวทางต่างๆ

หลายครั้งสะท้อนว่าการให้ความเห็นของนายวิษณุ เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจและรัฐบาล มากกว่าจะส่งเสริมให้มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมาตามหลักกฎหมายจริงๆ

อนุสรณ์ ธรรมใจ
กรรมการวิทยาลัยนานาชาติปรีดีพนมยงค์ ม.ธรรมศาสตร์

การจัดทำงบประมาณปี 2566 ขนาดของงบประมาณไม่เพียงพอต่อการฟื้นเศรษฐกิจ ตั้งงบกลาง 590,470 ล้านบาทสูงเกินไป แม้พยายามให้อยู่ในกรอบวินัยทางการเงินการคลัง แต่รัฐบาลหลังรัฐประหารปี 2557 ทำงบขาดดุลต่อเนื่อง ไทยจะมีปัญหาวิกฤตฐานะการคลังในอนาคต

งบประมาณเป็นตัวอย่างรูปธรรมของการจัดสรรผลประโยชน์กันระหว่างข้าราชการ และฝ่ายการเมืองทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน กลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ โดยประชาชนมีส่วนอยู่ไม่มาก ฉะนั้นต้องทำให้การเมืองเป็นประชาธิปไตย ที่สมบูรณ์ ผลประโยชน์ของประชาชนจะได้รับการตอบสนองมากขึ้น

ส่วนเสียงของพรรคเล็กต่อร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่น่า จะมีผลอะไรมากนัก ยกเว้นสามารถรวบรวมเสียงได้มากพอและมั่นคง หากจัดสรรผลประโยชน์ลงตัวก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ส่วนที่พรรคก้าวไกลจะโหวตคว่ำก็ถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ จุดยืนทางการเมือง แต่ในแง่คณิตศาสตร์ทางการเมืองยังเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในรัฐสภาไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เรื่องงบประมาณไม่น่าจะเป็นประเด็นที่นำมาสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลหรือยุบสภาได้

ส่วนกฎหมายลูกและญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ น่าจะเป็นประเด็นที่ทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลสั่นคลอนได้ เพราะอาจก่อความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลได้ แต่หากไม่พบการดำเนินการใดๆ ที่ทุจริตคอร์รัปชั่นหรือผิดพลาดอย่างร้ายแรง รัฐบาลน่าจะประคับประคองสถานการณ์อยู่ต่อไปได้

ยกเว้นว่าขั้วที่ไม่ต้องการให้นายกฯ อยู่ในอำนาจต่อไป สามารถรวบรวมเสียงได้มากพอ ก็อาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำได้

ในส่วนร่างกฎหมายลูกทั้ง 2 ฉบับ การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเป็นการแก้ไขระบบเลือกตั้ง เป็นเรื่องผลประโยชน์ของพรรคการเมือง ย่อมมีการได้เปรียบเสียเปรียบกันในการแข่งขัน พรรคใหญ่ได้ประโยชน์มากกว่าพรรคขนาดเล็กและพรรคขนาดกลาง

อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญปี 2560 มีที่มาจากการรัฐประหาร มีเนื้อหาหลายส่วนที่ขัดหลักการประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐนิติธรรมอย่างแจ้งชัด จำเป็นต้องแก้ไขทั้งฉบับโดย ส.ส.ร.ที่มาจากประชาชน ยุติการสืบทอดอำนาจของระบอบ คสช.

ส่วนการซักฟอกครั้งนี้คงไม่ได้มีผลมาก เพราะอย่างไรรัฐบาลมีเสียง ส.ว. 250 คนเป็นพวกอยู่ เป็นนักการเมืองจากการแต่งตั้งที่สนับสนุนรัฐบาลอย่างไม่มีเงื่อนไข ที่สำคัญ การซักฟอกต้องอยู่ที่ข้อมูล หลักฐานและจิตสำนึกของผู้นำทางการเมือง

ส่วนการชิงยุบสภาก่อนซักฟอกนั้น จะไม่เกิดขึ้นในสถานการณ์เช่นนี้ เพราะคะแนนนิยมรัฐบาลไม่ดี ยุบสภา คงไม่ได้กลับมา รัฐบาลน่าจะลากยาวให้ตัวเองอยู่ในอำนาจนานที่สุดจนกว่าเศรษฐกิจจะฟื้นชัดเจน หรือถึงการประชุม เอเปกเพื่อสร้างผลงาน

หากมีการทุจริตคอร์รัปชั่นขนาดใหญ่ที่ประชาชน ไม่สามารถยอมรับได้ และออกมาชุมนุมขับไล่ ก็จะทำให้เสถียรภาพมีปัญหา นำไปสู่ความขัดแย้งภายในรัฐบาล เสียงในรัฐสภาสั่นคลอนได้ แต่หากไม่มีเรื่องนี้ เสถียรภาพรัฐบาลก็น่าจะยังประคับประคองไปได้ แต่ช่วงปลายสมัย อาจไม่มั่นคงเหมือนเดิม

ผลการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.จะเป็นการวัดคะแนนนิยมฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านระดับหนึ่ง อีกเรื่องคือปัญหาเศรษฐกิจ จะเป็นปัจจัยเร่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

สถาพร เริงธรรม
คณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ขอนแก่น

ชั่งน้ำหนัก 3 ประเด็นคงไม่ใช่หมัดเด็ดถึงขั้นน็อกรัฐบาลได้ แต่ประเด็นที่รัฐบาลน่าจะมีปัญหามากที่สุดในการชี้แจงคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะตอนนี้ความเป็นเอกภาพของรัฐบาลเริ่มมีคนที่คิดเห็นไม่สอดคล้อง โดยเฉพาะปรากฏการณ์ช่วงเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ที่พรรคร่วมรัฐบาลแข่งขันกัน

ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 66 ไม่ค่อยมีประเด็นที่จะล้มหรือทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ ร่างกฎหมายลูก 2 ฉบับ ก็แค่การสู้กันระหว่างพรรคใหญ่กับพรรคเล็ก คงไม่มีอะไรที่จะทำให้เกิดอุบัติเหตุ หรือทำให้รัฐบาลกังวล

เท่าที่ดูจากทั้ง 3 องค์ประกอบบวกกับการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. จึงเห็นว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อม น่าจะเป็นประเด็นที่รัฐบาลห่วงที่สุด แต่ก็น่าจะผ่านไปได้ ที่ฝ่ายค้านโหมโรงจะปล่อยหมัดเด็ดคงไม่เด็ดเท่าไร

แต่ฝ่ายค้านน่าจะนำเสนอข้อมูลต่างๆ และใช้โอกาสนี้ขยายข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความล้มเหลวในการบริหารงานของรัฐบาล ให้สังคมและประชาชนเห็นว่าฝ่ายค้านมีข้อมูลและมีคุณภาพ แม้ช่วงลงมติอาจไม่เกิดอะไรกับรัฐบาล

เพื่อตอกลิ่มรัฐบาลให้ประชาชนได้เปรียบเทียบว่า สิ่งที่รัฐบาลทำกับสิ่งที่ฝ่ายค้านอยากจะทำเป็นอย่างไร แสดงถึงนัยยะว่าฝ่ายค้านมีความพร้อมที่จะเข้ามาเป็นรัฐบาล ปูทางเตรียมเลือกตั้งครั้งหน้า

สำหรับร่างพ.ร.บ.งบประมาณนั้นผ่านได้ทุกครั้ง แม้พรรคก้าวไกลประกาศโหวตคว่ำ แต่คิดว่าไม่มีผลเพราะน่าจะเคลียร์กันหมดแล้ว แต่อย่างน้อยจะทำให้พรรค ก้าวไกลได้ซีนว่ามีความชัดเจนไม่เอากับแนวทางที่รัฐบาลทำ ส่วนเสียงของพรรคเล็กต่อการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณ คงไม่มีใครยกมือให้ฝ่ายค้าน อย่างน้อยคงได้คุยในระดับหนึ่งแล้วว่างบก้อนนี้จะไปอยู่ตรงไหนบ้าง

ทั้ง 3 ประเด็น เป็นการหาซีนให้ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านเพื่อปูทางไปสู่การเลือกตั้ง เพราะเชื่อว่าที่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็น่าจะเป็นครั้งสุดท้ายก่อนครบอายุสภา ดังนั้นใครมีอะไรก็คงแสดงกันเต็มที่ แต่เป็นที่สังเกตว่ากระแสชาวบ้านไม่สนใจทั้ง 3 ประเด็น ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าแปลก

ส่วนหนึ่งอาจเป็นไปได้ที่ความนิยมในตัวผู้นำลดลง ส่งผลต่อความใส่ใจที่มีต่อรัฐบาลและพรรคการเมือง ชาวบ้านคงเบื่อเต็มที อภิปรายไปก็เท่านั้น คิดว่า 3 ปีจะล้มได้แต่ก็ไม่สำเร็จ ขุดมากี่เรื่องก็ยังอยู่ ชาวบ้านจึงมองว่าเป็นแค่การทำหน้าที่ของฝ่ายการเมือง ไม่มีความหวังกับการอภิปราย

ดังนั้นฝ่ายค้านควรทำหน้าที่ให้ดี ทำให้การอภิปรายมีสีสัน อย่างน้อยให้ชาวบ้านมีความหวังว่าการอภิปราย ไม่ไว้วางใจจะมีแสงสว่าง ที่จะนำไปใช้ตัดสินใจในอนาคตว่าจะเลือกพรรคไหน และยืนยันนายกฯไม่ยุบสภาก่อน ดูจากสีหน้าท่าทางและหลังกลับจากอเมริกา คงมีความมั่นใจอะไรบางอย่างจึงไม่ยุบและจะลากยาวแน่นอน

จึงย้ำว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ขอให้ฝ่ายค้านทำงานให้เต็มที่ ทำให้เกิดการเปรียบเทียบว่าอะไร คือข้อบกพร่องของรัฐบาลแล้วขยี้ว่าถ้าเป็นฝ่ายค้าน จะแก้อย่างไร ต้องอภิปรายแล้วทำให้ชาวไทยมีความหวัง แม้รัฐบาลจะไม่ออกแต่อย่างน้อยจะเขย่ารัฐบาลให้คะแนนนิยมลดน้อยลงไปได้อีก

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน