ลุย‘สวน-ล้ง’ทุเรียนเมืองจันท์
สองโครงการ‘Let’s DO RIAN’
รายงานพิเศษ
จากปัญหาการส่งออกทุเรียนไทยไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ระลอกใหม่ โดยจีนออกมาตรการป้องกันโควิด-19 เป็นศูนย์ หรือ ซีโร่ โควิด ทำให้ขั้นตอนในการส่งออกมีกระบวนการมากขึ้น ระยะเวลาในการส่งออกไปใช้เวลามากขึ้น และเพื่อเป็นการช่วยชาวสวนทุเรียนระบายผลผลิต
ทีมผู้นำรุ่นใหม่ หรือเถ้าแก่ทีมผักผลไม้จากสถาบันผู้นำเครือซีพี นำโดย น.ส.ณัชชาชนก ณ ตะกั่วทุ่ง ในฐานะผู้ดูแลโครงการผักผลไม้ ภายใต้โครงการพัฒนาพิเศษ เครือเจริญโภคภัณฑ์ เปิดโครงการ “Let’s DO RIAN” โดยซีพี ทำหน้าที่เป็นผู้รับซื้อทุเรียนคุณภาพโดยตรง จากกลุ่มเกษตรกรในภูมิภาคต่างๆ
โดยมีเป้าหมายในการกระจายผลผลิตทุเรียนคุณภาพเพื่อให้ถึงมือผู้บริโภคคนไทย ผ่านช่องทางค้าปลีกของเครือซีพี และเปิดจุดขายบริเวณหน้าร้านค้าปลีกค้าส่งในเครือซีพีทั่วประเทศ ได้แก่ ห้างโลตัสส์, โลตัสส์ โกเฟรช, ซีพี เฟรช และร้านเซเว่น อีเลฟเว่น รวมกว่า 500 จุด
ด้วยการเปิดให้ผู้สนใจสมัครพ่อค้าแม่ค้าประจำทุกจุดขาย เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพในช่วงฤดูกาลทุเรียนที่มีระยะเวลาประมาณ 100 วัน ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นที่ 20,000 บาท
น.ส.ณัชชาชนกกล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 2 ที่ได้เข้ามาทำโครงการผลไม้ โดยจับเรื่องทุเรียนทั้งขายในประเทศ และส่งออกตั้งแต่ปีที่แล้ว ทำให้ทางทีมคุ้นเคยดีกับทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ
ทำให้รับรู้ตั้งแต่ต้นปีว่าสถานการณ์ตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดส่งออกทุเรียนที่ใหญ่ที่สุดของไทยประมาณ 90% เริ่มส่งสัญญาณจากการที่จีนมีมาตรการตรวจคัดกรองเชื้อโควิดเข้มข้นมากๆ จึงเห็นแล้วว่ามีโอกาสที่จะส่งออกไม่ได้
ทำให้มีการมองช่องทางการจำหน่ายผ่านจุดขายของบริษัทในเครือซีพี และเป็นที่มาของการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ ในโครงการ Let’s DO RIAN ผ่านเครือข่ายผู้ค้า 500 จุดในครั้งนี้
โดยการดำเนินโครงการที่ไม่ได้มุ่งเน้นกำไรเป็นที่ตั้ง เนื่องจากโครงการผักผลไม้ตามนโยบายของเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ ได้พูดชัดว่าการที่เด็กรุ่นใหม่ มีโอกาสเข้ามาทำโครงการผักผลไม้ ต้องคิดเรื่องของกำไรให้บริษัทเป็นเรื่องหลังสุด แต่เราต้องสร้างประโยชน์ให้กับประเทศและสังคมก่อน
โดยทางเครือซีพี เป็นผู้ให้ทำเลทองกับผู้ที่สนใจ สามารถเลือกจุดจำหน่ายในทำเลใดก็ได้ ส่วนเราจะคัดทุเรียนคุณภาพดี โดยมีความแก่ 80% เพื่อให้ผู้บริโภคมั่นใจได้ว่าทุเรียนทุกลูกคุณภาพดี หากมีการผิดพลาดก็ยินดีรับคืน ถือเป็นการยกระดับการบริโภคทุเรียนคุณภาพดีให้กับคนไทย
เริ่มประเดิมขายสู่ตลาดตั้งแต่กลางเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา ในโลตัสสาขาใหญ่ โดยทุเรียนที่นำมาขายหลักๆ คือ พันธุ์หมอนทอง เบื้องต้นราคาขายทุเรียนที่โครงการตั้งไว้ที่ 199 บาท/ก.ก. แต่ในอนาคตราคามีโอกาสปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ตลาด
ขณะที่นายไพฑูรย์ วานิชศรี เกษตรกรเจ้าของสวนทุเรียน แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรสวนคุณไพฑูรย์ วานิชศรี พื้นที่กว่า 300 ไร่ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 5 ต.ทุ่งนนทรี อ.เขาสมิง จ.ตราด สวนทุเรียนสวนแรกของ จ.ตราด ที่เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร กล่าวว่า เมื่อปี 2530 ได้ผันตัวจากพนักงานซีพีเกษตร พร้อมนำแนวคิดจากการทำงาน มาต่อยอดเป็นเกษตรอุตสาหกรรม ต่อจากรุ่นพ่อแม่ที่เป็นเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนอยู่แล้ว
ดังนั้นที่ดินบางส่วนเป็นมรดกตกทอด และหลังจากนั้นได้ทยอยซื้อเพิ่มอีกบางส่วน ทำให้ปัจจุบันมีพื้นที่ปลูกกว่า 300 ไร่ ปัจจุบันปลูกทุเรียนทั้งหมดกว่า 6,000 ต้น ซึ่งในปีนี้จะมีเพียง 2,000 ต้น ที่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ และสร้างรายได้ต่อปีไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท

ยอมรับว่าในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ทุเรียนมีราคาดี จึงทำให้ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน หันมาปลูกทุเรียนกัน ดังนั้นในอนาคตมีแนวโน้มที่ราคาทุเรียนจะลดต่ำลง สวนทางต้นทุนการปลูกที่สูงขึ้น จากทั้งค่าแรงงาน ปัจจัยการผลิตทั้งปุ๋ย และยาฆ่าแมลงราคาสูงขึ้น ทำให้ทางสวนเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการใช้เทคโนโลยีในการเพาะปลูกมากขึ้น
“ปัจจุบันไทยยังเป็นผู้ปลูกทุเรียนรายใหญ่ของโลกและส่งออกไปทั่วโลกมากที่สุด รองลงมาเป็นเวียดนามและมาเลเซีย แต่ต่อไปลาว กัมพูชา และเมียนมา จะเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย เนื่องจากนักลงทุนจีนได้เข้าไปเช่าพื้นที่เพื่อปลูกทุเรียนหลายแสนไร่ ทันทีที่เริ่มเก็บผลผลิตได้แล้ว การส่งออกทุเรียนของไทยอาจได้รับผลกระทบ ดังนั้นเกษตรกรไทยต้องปรับตัว เพื่อให้ผลิตสินค้าที่อร่อยถูกใจผู้บริโภค ทั้งยังมีความปลอดภัยด้วย และต้นทุนต้องแข่งขันได้”
ทางด้านนายโกวิทย์ มีใหญ่ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท สยามดรากอน เฟรช จำกัด เครือข่ายสหกรณ์การเกษตรเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นสหกรณ์ที่ส่งออกทุเรียนไปจีนจำนวนมาก กล่าวในฐานะตัวแทนผู้นำเกษตรกรในชุมชนซึ่งเป็นตัวแทนในการรับซื้อขายทุเรียน หรือล้ง ตั้งอยู่ ต.ท่ามะกา อ.ท่ามะกา จ.จันทบุรี ว่า การที่ล้งของเราเข้าร่วมโครงการ “Let’s DO RIAN” โดยมีการกระจายสินค้าร่วมกับซีพี เราได้ขอความร่วมมือกับกลุ่มเกษตรกรให้นำผลผลิตทุเรียนที่มีคุณภาพโดยตัดทุเรียนที่ระดับความแก่ 85% ซึ่งเป็นเนื้อที่คนไทยนิยมรับประทาน
ขณะที่เกรดส่งออกจะใช้ทุเรียนที่ตัดในระดับความแก่ที่ 75% เพราะมีระยะเวลาในการขนส่ง โดยได้รับความร่วมมือจากกลุ่มสมาชิกในการช่วยกันแขวนทุเรียนให้แก่ขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคคนไทยได้กินทุเรียนที่ดีและ มีคุณภาพ
นายโกวิทย์ยังกล่าวถึงแนวโน้มราคาทุเรียนในปีนี้ คาดว่าไม่ได้ลดลงไปจากเดิมมากนัก และถือว่ายังดีอยู่ แต่เนื่องจากขณะนี้ผลไม้ตัวอื่นๆ เริ่มออกแล้ว ไม่ว่าจะมังคุด เงาะ ลองกอง ทำให้ตู้คอนเทนเนอร์ ระบบการขนส่ง มีการโหลดจากหน้าด่านมากขึ้น ทำให้ต้องลดจำนวนทุเรียนลง
ดังนั้นในประเทศต้องช่วยกันเองมากขึ้น และต้องรณรงค์และผลักดันสมาชิกของกลุ่มสหกรณ์ที่มีอยู่จำนวนมาก ให้ร่วมมือกันตัดทุเรียนที่มีระดับความแก่มากขึ้นกว่าเกรด ส่งออก ขณะที่เราจะช่วยเหลือในการรับซื้อทุเรียนแก่ราคาสูงกว่าคนอื่นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าจะแลกมาด้วยคุณภาพ เพื่อรักษาตลาดทุเรียนไทยให้ยั่งยืน
เพราะมั่นใจว่ายังไงคนไทยก็ชอบกินทุเรียน!