วิธี‘ร่ำรวย’จากพระไตรปิฎก!

ฝึกจิต

ในช่วงเศรษฐกิจขาลง ทั้งน้ำมันแพง ข้าวของเครื่องใช้แพง ฝนตก หุ้นตก สงครามรัสเซียยูเครนก็ยืดเยื้อไม่มีทีท่าว่าจะจบ โควิด แม้จะเริ่มซาแต่ก็ยังไม่หายสนิท และอีกสารพันปัญหาที่มีผลกระทบต่อปากท้อง จึงทำให้หลายคนต้องพยายามหาทางออก ในเวลา แบบนี้ ‘ทำ’ อย่างเดียวไม่พอ ยังต้องรู้จัก ‘ธรรม’ ด้วย ถึงสามารถเอาตัวรอดได้!

ธรรมะของพระพุทธเจ้า สอนไว้อย่างหลากหลายสำหรับบุคคลทุกประเภท ทุกข้อธรรมล้วนเป็นพื้นฐานแก่กันและกันอันนำไปสู่การพ้นทุกข์อย่างถาวร โดยเริ่มต้นจากการดำเนินชีวิตดีงามที่ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น จากนั้นจึงค่อยพัฒนาไปสู่ความเป็นผู้มีจิตใจตั้งมั่นในคุณธรรมความดี และถึงที่สุดคือการสร้างปัญญาเพื่อนำพาไปสู่การดับทุกข์ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดสามารถนำมาใช้ได้ตั้งแต่ฆราวาสผู้ครองเรือน จนถึงพระสงฆ์ผู้ปลีกวิเวก

สำหรับชาวบ้านผู้ครองเรือนที่ยังต้องสาละวนอยู่กับการใช้ชีวิตในโลกที่เต็มไปด้วยเรื่องวุ่นวาย ปัจจัยสำคัญ คือ การมีเงินทองเพื่อหาซื้อปัจจัยสี่อย่างพอเพียง จนสามารถละความกังวลในเรื่องปากท้องได้ในระดับหนึ่ง ด้วยเหตุนี้ พระพุทธเจ้า จึงทรงเมตตาแสดงธรรมอันเป็นเหตุให้เข้าถึงความ “มั่งคั่งร่ำรวย” หรือ “การเป็นเศรษฐี” ไว้ใน 84,000 พระธรรมขันธ์ของพระองค์อยู่มากพอสมควร

ซึ่งก็พอเหมาะพอดีกับสถานการณ์ปัจจุบันที่ชาวพุทธกำลังเผชิญ ดังนั้นเพื่อไม่ให้เป็นการ “เสียของ” ที่พระพุทธเจ้าทรงให้ไว้ พวกเราจึงควรศึกษาและนำวิธีการเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์อย่างสูงสุด เพื่อประคองชีวิตให้รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ จนสามารถพลิกฟื้นฐานะทางการเงิน จนทำให้ชีวิตไม่ต้องหวาดกลัวกับความอดอยากยากจนอีกตลอดไป

สิ่งระบุไว้ในพระไตรปิฎก 9 อย่าง ที่สามารถทำให้กลายเป็นเศรษฐีผู้มั่งมีได้ คือ

1. ขยันและฉลาดทำงาน ประการแรกสุดของการเป็นเศรษฐี ไม่ใช่เรื่องการทำบุญแบบนั้นแบบนี้ หรือ การทำบุญที่นั่นที่นี่ และไม่ใช่การบนบานศาลกล่าว หรือ อ้อนวอนร้องขอกับเหล่าทวยเทพที่ไหน หากแต่เป็นการลงมือทำงานที่ก่อให้เกิดรายได้ด้วยความตั้งใจและต่อเนื่อง อีกทั้งเพียงแค่ “ทำ” เป็นอย่างเดียวก็ไม่เพียงพอ ต้อง “คิด” เป็นด้วย ว่าทำอย่างไรจึงสามารถพัฒนาไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่งได้ เพียงแค่สักแต่ตั้งหน้าตั้งตาทำอย่างขยันขันแข็งอย่างเดียวเท่านั้นยังไม่พอ!

2. รู้จักเก็บรักษาทรัพย์ เมื่อได้เงินมาแล้ว จำเป็นต้องบริหารจัดการทรัพย์ให้เป็น ดีที่สุดควรแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ ใช้จ่าย ลงทุน ทำบุญ และเก็บออม ต้องแบ่งให้ชัดเจน ข้อนี้เป็นหนึ่งในหัวใจของเศรษฐี ถ้ามีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ทำเท่าไหร่ก็เจ๊ง หนี้สินรุงรังอย่างไม่เห็นทางออก

3. คบคนดีเป็นมิตรสหาย ในทางพระท่านเรียกว่า “กัลยาณมิตตตา” คือ การคบคนดี มีศีลธรรม ซื่อสัตย์ ไม่ปอกลอก ไม่หักหลังคิดคดทรยศ ไม่ชวนให้เกิดโทษ ไม่เอาแต่ชวนกินเหล้า เที่ยวผับบาร์ หรือ หาแต่เรื่องมาให้ มิฉะนั้นต่อให้มีเงินมากขนาดไหนก็สามารถจะพินาศได้เพราะเพื่อนชั่ว!

4. ใช้จ่ายทรัพย์แต่พอดี มีการวางแผนชีวิต ไม่จำเป็นต้องใช้เงินทองเกินตัวเพื่อโอ้อวดใคร มีน้อยใช้น้อย มีมากใช้มาก เอาเท่าที่พอมีความสุขโดยไม่เดือดร้อนเพราะคำว่า “เกินตัว” เมื่อถึงที่สุดจะรู้ว่า การมีใช้อย่างพอดี พอตัว คือ ความเบาสบายอย่างเป็นอิสระที่สุดของชีวิต และ คำว่าพอดีนั่นเอง คือ ความเป็นเศรษฐี ที่ไม่มีใครสามารถปล้นเอาไปจากเราได้

5. หลีกเลี่ยงอบายมุข ถ้าศึกษาประวัติคนรวยระดับโลก จะพบว่าคนเหล่านี้มักอยู่ห่างจากอบายมุข อันเป็นทางแห่งความวิบัติทั้ง 6 สาย คือ ดื่มเหล้าเบียร์ไม่ขาด, เที่ยวผู้หญิง(ผู้ชาย)อยู่เสมอ, ชอบดูการ ละเล่น เอาเข้าจริงก็อาจรวมไปถึงการติดซีรีส์!, เล่นการพนันทุกชนิด, คบคนชั่วเป็นมิตร และขี้เกียจทำมาหากิน…ยุ่งกับอบายมุขเมื่อไหร่ เงินก็ไหลออกหมดกระเป๋าอยู่วันยังค่ำ! ซ้ำยังต้องซวยซ้ำซ้อนจาก หนี้สิน โรคร้าย และการมีเรื่องมีราวอีกนับไม่ถ้วน

6. มีศรัทธาในพระพุทธเจ้า บางคนอาจคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกัน แต่กลับกัน ข้อนี้สำคัญมาก เพราะพระพุทธเจ้าเป็นสุดยอดกัลยาณมิตร เป็นผู้นำความเจริญทั้งรูปธรรมและนามธรรม ถ้าเรามีศรัทธามั่นคงในพระพุทธเจ้า เชื่อถือและปฏิบัติตามธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ ชีวิตเราจะไม่มืดมิด ไม่ติดตัน และไม่มีวันเดินทางผิด

7. รักษาศีลให้บริสุทธิ์ เพราะการมีศีลเป็นทางมาของโภคทรัพย์ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสรับรองว่า ‘สีเลนะ โภคะสัมปะทา การรักษาศีลเป็นทางมาแห่งโภคทรัพย์’

8. บริจาคทานสม่ำเสมอ บุญการให้ทาน คือ สิ่งที่ก่อเกิดอานิสงส์ในด้านทรัพย์สินโดยตรง การทำทานอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการต่อลาภต่อผลให้กับตัวเอง ซึ่งเคล็ดลับของการให้ทานเพื่อให้บังเกิดทรัพย์สินความมั่งคั่งอย่างรวดเร็ว คือ การให้ด้วยจิตบริสุทธิ์ เพื่อเป็นการขจัดความโลภ ความตระหนี่ ความหวงแหนหลงใหลในทรัพย์สมบัติของตน โดยที่ตอนให้ทานอย่าพึ่งไปหวังรวย หวังอานิสงส์ให้เกิดไว เพราะถ้าคิดเช่นนั้น จะกลายเป็นความโลภ! ตัวโลภนี่เอง ย่อมทำลายอานิสงส์ของการให้ทานไปอย่างมากมาย!

9. ใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต เพราะชีวิตของเรามีคุณค่า จึงต้องใช้ทุกเวลานาทีให้คุ้มที่สุด สิ่งใดที่สามารถช่วยยกระดับพัฒนาปัญญาได้ก็ควรทำให้มาก เพราะปัญญาเป็นทรัพย์สินติดตัวที่ไม่มีใครพรากไปจากชีวิตได้ และปัญญาก็มีผลต่อความสำเร็จหรือความมั่งคั่งร่ำรวยในชีวิตโดยตรง ดังที่ วอร์เรน บัฟเฟตต์ กล่าวว่า “การลงทุนที่ดีที่สุดคือการลงทุนในตัวคุณเอง” เพราะตัวเราเอง คือ ทรัพย์สินที่ดีที่สุด!

9 ประการนี้ ถ้าสามารถนำไปทำให้เกิดผล ต่อให้โลกจะแย่ยิ่งกว่านี้ เศรษฐกิจจะพังยับเยินไปมากกว่านี้ ก็ย่อมไม่สามารถพรากความเป็นเศรษฐี ความเป็นมหาเศรษฐีไปจากชีวิตของเราได้!

พระเฉลิมชาติ ชาติวโร
พระธรรมทูตเชิงลึกแดนพุทธภูมิ
สถาบันโพธิคยาวิชชาลัย ๙๘๐

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน