เพื่อกระตุ้นความตระหนักรู้ใน เรื่องสิทธิเสรีภาพของผู้หญิง ความเสมอภาคและความเท่าเทียม นักศึกษาหลักสูตรปรัชญา ดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา จัดงานสัมมนา “The Era of Equality?” ถึงยุคแห่งความเท่าเทียม? โดยมีวิทยากรรับเชิญจากโครงการปลอดภัยและยุติธรรม นำโดย UN WOMEN ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหภาพยุโรปและสหประชาชาติ ผ่านการทำงานของ UN Women, ILO และ UNODC ร่วมพูดคุย

กรวิไล เทพพันธ์กุลงาม นักวิเคราะห์โครงการยุติความรุนแรงต่อผู้หญิง โครงการปลอดภัยและยุติธรรม (Safe and Fair) องค์กรเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN WOMEN) กล่าวว่าสถานการณ์ความรุนแรงต่อผู้หญิงทั่วโลกร้ายแรงกว่าที่คิดกันมาก 1 ใน 3 ผู้หญิงทั่วโลกเคยประสบความรุนแรงในชีวิต สำหรับประเทศไทย ร้อยละ 44 ถูกกระทำความรุนแรงจากคนในครอบครัวหรือจากคนที่รู้จัก โดยกรณีการถูกล่วงละเมิดนั้น ร้อยละ 87 ของผู้หญิงที่ถูกข่มขืนอาจจะไม่ได้ขอความช่วยเหลือใดๆ เลย สาเหตุความรุนแรงเกิดจากความมีอคติต่อผู้หญิงและระบบปิตาธิปไตยที่ผู้ชายกุมอำนาจหลัก สำหรับแรงงานหญิงข้ามชาติยิ่งไม่สามารถ เข้าถึงความช่วยเหลือเพราะอคติต่อแรงงานข้ามชาติและสถานภาพการเข้าเมือง

“ความรุนแรงต่อผู้หญิงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมกันแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ผู้หญิงที่ประสบความรุนแรงมักไม่กล้าขอความช่วยเหลือ สำหรับแรงงานหญิงข้ามชาติยิ่งประสบความยากลำบาก เพราะอคติของเจ้าหน้าที่และนายจ้างที่มีต่อแรงงานข้ามชาติ โดยเฉพาะในสถานการณ์โควิด-19 แรงงานข้ามชาติมักมีสถานภาพที่ ด้อยกว่า บางคนอาจไม่มีสถานภาพเข้าเมืองที่ถูกต้อง แม้ประเทศไทยจะไม่ได้เป็นภาคีในอนุสัญญา ILO 190 แต่ประเทศไทยเป็นภาคี ในอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ (CEDAW) จึงต้องยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าด้วยเหตุที่เป็นแรงงานข้ามชาติหรือมีสถานภาพใดก็ตาม

ในส่วนของเอกชนอาจเริ่มต้นจากการอบรมนักเรียน นักศึกษา อบรมพนักงานในบริษัท ให้ตระหนักถึงเรื่องการใช้ความรุนแรง ขณะที่ภาคเอกชนควรมีส่วนร่วมผลักดันนโยบายการยุติความรุนแรงในที่ทำงานและออกระเบียบปฏิบัติที่มี ความเท่าเทียม มีกลไกรับเรื่องร้องทุกข์และช่วยเหลือผู้เสียหายจากความรุนแรง โครงการ Safe and Fair ฝึกอบรมเยาวชนและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในปี 2563 ให้มีความรู้ ความปรารถนา และความสามารถที่จะยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงรวมถึงแรงงานหญิงข้ามชาติ อันจะนำไปสู่โลกของการพัฒนาหลังจากโควิด-19 และการไม่ทอดทิ้งใครไว้ข้างหลังตามกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน” กรวิไลกล่าว

มณฑิรา นาควิเชียร เจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ ด้านการสื่อสารองค์กรและพัฒนาสัมพันธ์ UN Women สำนักงานภาคพื้นเอเชียและแปซิฟิก กล่าวว่าความรุนแรงต่อเพศหญิงเกิดจากรากเหง้าของความไม่เท่าเทียม สถานการณ์ปัจจุบันยังมีส่วนส่งเสริมความรุนแรงให้มากขึ้น ทั้งการแพร่ระบาดของ โควิด-19 ภาวะสงคราม และความขัดแย้งต่างๆ ขณะที่สื่อมวลชนเองก็มีบทบาทส่งเสริมให้เกิดการเหยียดเพศ เหมารวมด้วยการฉายภาพซ้ำ ตอกย้ำอคติทางเพศ เช่น ละครที่ยกผู้ชายเป็น ผู้กุมอำนาจ มีผู้หญิงเป็นบริวาร เช่น ผู้หญิง เป็นคนใช้ ทำงานในครัว หรือดูแลคนแก่ ผู้ป่วย หรือเป็นเพียงเครื่องสนองอารมณ์ทางเพศ อย่างไรก็ตามสื่อมวลชนในปัจจุบันตระหนักถึงเรื่องความรุนแรงทางเพศมากขึ้น เริ่มตระหนัก เรื่องสิทธิของผู้เสียหายและมีแนวโน้มเสนอเนื้อหาข่าวโดยปิดลับข้อมูลส่วนตัวของ ผู้เสียหายมากขึ้น มุ่งเน้นการเสนอข่าวผู้กระทำผิดหรือติดตามความคืบหน้าของคดี

“ปัจจุบัน UN WOMEN กำลังผลักดันแนวทางการส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศ ผ่านรางวัล Women’s Empowerment Principles Awards (WEPs Awards) ซึ่งมีบริษัทไทยหลายแห่งส่งผลงานเข้าร่วมประกวดการคัดเลือกรางวัลระดับภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกนี้ จึงอยากเชิญชวนภาคธุรกิจไทยเข้าร่วมประกวดหรือร่วมประกาศสัตยาบันส่งเสริมความเท่าเทียมระหว่างเพศเพื่อให้ผู้หญิงมีพื้นที่ในสังคมเพิ่มมากขึ้น” มณฑิรากล่าว

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน