สําหรับฝีดาษลิง ฝีดาษวานร หรือ (Monkeypox) ที่กลายเป็นโรคระบาดใหม่ในความรู้สึกของหลายๆ คน
นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวถึงสถานการณ์โรค ฝีดาษลิง ว่า โรคฝีดาษเกิดจากเชื้อไวรัส Poxvirus ติดต่อจากสัตว์สู่คน ตัวแรกที่รู้จักกันดีคือ ฝีดาษวัว (Cowpox) เกิดจากคนรีดนมวัวและติดเชื้อมีตุ่มที่มือ สองฝีดาษคน (Smallpox) หรือไข้ทรพิษ โรคมีความรุนแรงสูง เป็นแล้วเสียชีวิต จึงพัฒนาวัคซีนฝีดาษเพื่อปลูกฝี จนเชื้อหมดไปจากโลกนี้ จึงประกาศหยุดฉีดวัคซีนเมื่อปี 2523 เด็กที่เกิดหลังจากนั้นไม่ได้รับวัคซีนฝีดาษคน และมีการเก็บวัคซีนไว้ในคลังวัคซีน และปัจจุบันฝีดาษลิง เดิมเจอในลิง หนู กระรอกสัตว์ฟันแทะ นานๆ จะติดมาสู่คน คือคนมีประวัติสัมผัสสัตว์หรือถูกสัตว์กัด

ฝีดาษลิงมี 2 สายพันธุ์คือ สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก ซึ่งไม่รุนแรง อัตรา เสียชีวิต 1% และสายพันธุ์แอฟริกากลาง มีความรุนแรง อัตราตาย 10% โดยที่ ตะวันตกตาย 1% อัตราเสียชีวิต ส่วนตัวที่ระบาดอยู่คือ สายพันธุ์แอฟริกาตะวันตก
“เดิมติดต่อจากสัตว์สู่คน การกระจายโรคค่อนข้างช้า แต่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมาพบการติดจากคนสู่คนที่สัมผัสใกล้ชิดกัน โดยติดต่อจากสารคัดหลั่งหายใจ และสัมผัสสิ่งปนเปื้อน ส่วนสมมติฐานติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นข้อสังเกต แต่ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนเพียงพอ การวินิจฉัยเหมือนโควิดคือตรวจ RT-PCR” นพ.โอภาสกล่าว
นพ.โอภาสกล่าวว่า ข้อมูลทางคลินิกของฝีดาษลิงคือ ระยะฟักตัวยาว อย่างโควิด โอมิครอนค่อนข้างสั้น 2-7 วัน ส่วนฝีดาษลิงอยู่ที่ 5-21 วัน อาการสำคัญคือ มีไข้ ปวดหัว ปวดหลัง ปวดเมื่อยตามตัว เหมือนไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ค่อยมีน้ำมูก หลังเป็นไข้ 1-3 วัน จะมีผื่นขึ้น กระจายที่แขนขา ลำตัว และใบหน้า ลักษณะตุ่มมีหลายแบบตามระยะ ตั้งแต่ตุ่มแดง ตุ่มใส ตุ่มหนอง เป็นรอยบุ๋ม แห้งเป็นสะเก็ดและหลุดออก ส่วนใหญ่หายเองได้ ซึ่งจะเกิดแผลเป็นเมื่อมีแบคทีเรียแทรกซ้อน การดูตุ่มอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่าเป็นฝีดาษลิง เพราะคล้ายหลายโรค การวินิจฉัยต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการ ขณะนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสที่ทำลายเชื้อโดยตรง วัคซีนที่มีคือวัคซีนฝีดาษคน ส่วนวัคซีน ฝีดาษลิงกำลังพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพ อาจมีใช้ในเร็วๆ นี้ ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่หาก แข็งแรงจะไม่ค่อยมีอาการผิดปกติอะไร แต่อาจมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้ รวมถึง เสียชีวิตได้ แต่ไม่บ่อย
สำหรับสถานการณ์ทั่วโลก เมื่อวันที่ 5 มิ.ย. เจอผู้ป่วยยืนยัน 900 กว่าคน ใน 43 ประเทศ แม้กระจายหลายประเทศ แต่ลักษณะการระบาดไม่เร็วเมื่อเทียบโควิด หากเป็น โควิดผู้ป่วยอาจขึ้นหลัก 10 ล้านคนแล้ว และยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต จึงไม่ต้องกังวลว่าจะติดเร็ว แต่เราไม่ประมาท สธ.ได้จัดระบบเฝ้าระวัง โดยมีระบบคัดกรองคนเดินทางจากต่างประเทศ และกำหนดนิยามวินิจฉัยผู้ป่วย เตรียมห้องปฏิบัติการในการวินิจฉัยและสอบสวนควบคุมโรค และเตรียมจัดหาวัคซีนหากจำเป็นต้องใช้ ขณะนี้ที่มีรายงานจะเป็นทางยุโรป เช่น สเปน อังกฤษ โปรตุเกส เยอรมนี รวมถึงแคนาดา ทั้งนี้ หากประชาชนมีอาการสงสัยก็ไปพบแพทย์ได้ เพื่อให้การวินิจฉัยต่อไป
องค์การอนามัยโลกประเมินโรคฝีดาษลิงว่าเป็นความเสี่ยงปานกลาง ยังไม่เป็นภาวะฉุกเฉิน แม้จะเจอหลายประเทศ แต่การกระจายไม่เร็ว อาการไม่รุนแรงมากนัก ยังไม่ต้องจำกัดการเดินทาง และไม่ได้ประกาศเป็นโรคอันตราย เพียงแต่ให้เตือนระมัดระวังและจัดระบบเฝ้าระวัง ซึ่งประเทศไทยก็ดำเนินการแล้ว
ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาด ไทย แถลงข่าว “ทันเหตุการณ์ฝีดาษวานร Monkeypox Update” เพื่อร่วมเจาะลึกและทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคฝีดาษวานร รวมถึงแนวทางการป้องกันดูแลตนเองและครอบครัวได้อย่างถูกวิธี และเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเกี่ยวกับสถานการณ์โรคฝีดาษลิง

โดย ผศ.นพ.โอภาส พุทธเจริญ หัวหน้าศูนย์โรคอุบัติใหม่ทางคลินิก โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดในวันที่ 6 มิ.ย. มีรายงานผู้ป่วยยืนยันประมาณ 1,000 คน กระจายทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงในแถบยุโรปและอเมริกา โดยเฉพาะในประเทศสเปนและอังกฤษ
โรคนี้เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตระกูล orthopox ค้นพบครั้งแรกว่ามีการติดเชื้อสู่คนจากการถูกลิงกัด ในปี ค.ศ.1970 เป็นที่มาของชื่อโรคฝีดาษวานร หรือฝีดาษลิง
การระบาดของโรคขณะนี้เกิดจากหลายปัจจัย อาทิ การระบาดจากสัตว์สู่คนในประเทศแอฟริกา และการแพร่กระจายเชื้อจากคนไปยังที่ต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งการระบาดของ โรคนี้ไม่ง่ายเหมือนโรคโควิด เพราะส่วนใหญ่จะแพร่เชื้อจากการสัมผัสเป็นหลัก ส่วนการแพร่เชื้อผ่านการหายใจจะมีโอกาสน้อยกว่า
สำหรับประเทศไทยยังไม่พบผู้ที่ติดเชื้อ แม้จะพบเคสที่มีอาการสงสัย 6 ราย ได้มีการตรวจแล้วว่าไม่ใช่โรคฝีดาษวานร
“ไวรัสมีระยะฟักตัวนานได้ถึง 21 วัน และในบางรายพบว่าอาการผื่นตุ่มน้ำ เกิดขึ้นเพียงเยื่อบุช่องปาก และที่อวัยวะเพศถึง 60% คล้ายกับโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างเริม หรืออาจจะเป็นเชื้อรา ทำให้ผู้ป่วยอาจไม่ทราบว่าตนเองป่วยเป็นโรคฝีดาษวานร ทำให้เกิดการแพร่กระจายเชื้อต่อไปยังผู้อื่นได้ แต่ย้ำว่าโรคฝีดาษวานรไม่ใช่โรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์” ผศ.นพ.โอภาสกล่าว
ผศ.นพ.โอภาสอธิบายว่า ทั้งนี้อยากให้เข้าใจว่าไม่ใช่กลุ่มชายรักชายที่จะเป็นโรคฝีดาษวานรเท่านั้น แต่เพราะกลุ่มแรกที่เริ่มพบว่าติดเชื้อเป็นกลุ่มชายรักชาย จึงมีความเสี่ยงที่อาจจะเกิดการติดเชื้อ
ผศ.นพ.โอภาสย้ำแนวทางการป้องกันโรคฝีดาษวานรเบื้องต้นว่า การควบคุมตามมาตรการโควิด-19 จะช่วยให้ลดการแพร่กระจายของโรค การเฝ้าระวังและควบคุม ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายและกักตัวประมาณ 21 วัน-1 เดือน เพื่อไม่ให้แพร่กระจาย ส่วนการได้รับวัคซีน ซึ่งยังไม่มีวัคซีนรักษาโดยเฉพาะ แต่สามารถป้องกันได้จากการฉีดวัคซีนฝีดาษ ซึ่งสามารถป้องกันได้ 85% แต่ด้วยผลข้างเคียงค่อนข้างเยอะจึงต้องผ่านการพิจารณาก่อนได้รับวัคซีน แต่ปัจจุบันมีการพัฒนาวัคซีนฝีดาษรุ่นที่ 2 รุ่นที่ 3 รุ่นที่ 4 ซึ่งจะดีขึ้นเรื่อยๆ ในอเมริกามีการเตรียมใช้วัคซีนฝีดาษรุ่นที่ 3 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเสี่ยง

ด้าน ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี นักวิจัยประจำศูนย์โรคอุบัติใหม่ด้านคลินิก โรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ผู้ตรวจพบและยืนยันการเกิดขึ้นของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 กล่าวถึงการวินิจฉัยในห้องปฏิบัติการว่า เนื่องจากโรคฝีดาษวานรเป็นโรคอุบัติซ้ำ มีข้อมูลและประสบการณ์ในการตรวจหาเชื้อฝีดาษและฝีดาษวานรกว่า 5 ปี จึงสามารถเตรียมการตรวจได้ในทันที ทั้งระบบการคัดกรองและการตรวจวินิจฉัยเชื้อเพื่อช่วยในการยืนยัน ผู้ป่วยโรคฝีดาษวานร ส่วนการตรวจในปัจจุบันสามารถใช้วิธี RT-PCR และการถอดรหัสสารพันธุกรรม โดยใช้ตัวอย่าง ทั้งการสะกิดแผล เลือด และการสว็อบ ผลตรวจจะออกภายใน 24 ชั่วโมง
สำหรับการรักษายังคงเป็นการรักษาตามอาการ โดยโรคสามารถหายเองได้โดย ส่วนใหญ่ ทั้งนี้มีการพบน้ำยา RT-PCR ตรวจโรคฝีดาษวานรขายในท้องตลาด ซึ่งเป็นตัวน้ำยาที่มาจากการวิจัยที่ยังไม่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง หากผู้ที่ตรวจแล้วพบว่ามีความเสี่ยงก็จะให้ส่งผลการตรวจมายังโรงพยาบาลเพื่อยืนยัน