อ่านรำลึก‘คณะราษฎร 2475’
บุ๊กสโตร์
รุ่งเช้าวันนั้น 24 มิถุนายน 2475 ถึงวันนี้ 90 ปีแล้ว วัน “คณะราษฎรอภิวัฒน์สยาม”
“สำนักพิมพ์มติชน” นำเสนอ “หนังสือชุดคณะราษฎร” มาชวนอ่านทวนกัน

…“ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” ชาตรี ประกิต นนทการ จัดทำหนังสือเล่มนี้ขึ้นเพื่ออธิบายและนิยามรูปแบบศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ถูกหลงลืมและละเลยในวงการศิลปะไทยว่าเป็น “ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร” อันเป็นศิลปะที่แฝงฝังไปด้วยอุดมการณ์และศรัทธาต่อระบอบประชาธิปไตย
ท่ามกลางบรรยากาศของการ “ทุบ-รื้อ-ถอน-ทำลาย” ศิลปะและสถาปัตยกรรมของคณะราษฎรที่ผ่านมา สิ่งหนึ่งที่ทำให้การทุบทำลายเกิดขึ้นโดยมิต้องไตร่ตรองและโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ก็เนื่องด้วยความรู้-ความเข้าใจต่อศิลปะและสถาปัตยกรรมไทยในช่วงทศวรรษ 2475-2490 ถูกอธิบายหรือทำให้เข้าใจว่าเป็นเพียง “ศิลปะนอกขนบ” เป็นศิลปะที่อยู่ตรงกันข้ามกับ “ความเป็นไทย”
หนังสือที่ผู้เขียนเคยสรุปไว้ในฐานะที่เป็นผู้นิยามศิลปะและสถาปัตยกรรมช่วง 2475-2490 ว่าเป็น ศิลปะและสถาปัตยกรรมคณะราษฎร ถึงความโดดเด่นของศิลปะและสถาปัตยกรรมยุคนี้ว่าน่าจะมีลักษณะ 3 ประการ
“อันแรก คือ งานสถาปัตยกรรมคณะราษฎร จะมีลักษณะตัดทิ้งซึ่งลวดลายไทยแบบประเพณี ซึ่งเป็นที่นิยมทำกันในช่วงสถาปัตยกรรมก่อน 2475 โดยตัดออกไปเลย, อันที่สอง คือ งานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรจะนิยมทำอาคารที่เป็นหลังคาแบน เรียบๆ เป็นหลังคาตัด จะไม่ออกแบบอาคารที่มีลักษณะเป็นจั่วที่ซ้อนชั้นเยอะแบบสถาปัตยกรรมไทยประเพณี และลักษณะสำคัญประการที่สาม คือ สถาปัตยกรรมคณะราษฎรในอาคารที่สำคัญจะแทรกสัญลักษณ์หลัก 6 ประการของคณะราษฎร ลงไป อาจจะเป็นผัง 6 เหลี่ยม เสา 6 ต้น หน้าต่าง 6 บาน เป็นต้น ส่วนสัญลักษณ์ที่สำคัญอีกอันก็คือ สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญที่จะทำแทรกอยู่ในอนุสาวรีย์ที่สำคัญในยุคสมัยนี้
ลักษณะร่วมกัน 3 ประการนี้ เป็นภาษาของงานสถาปัตยกรรมคณะราษฎรที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อแสดงสัญลักษณ์ของความ เสมอภาคและเท่าเทียมกันในระบอบประชาธิปไตย หลัง 2475”

…“ราษฎรธิปไตย” โดย ศรัญญู เทพสงเคราะห์ นักประวัติศาสตร์ผู้ใช้เวลาอยู่กับบันทึก หนังสือ เอกสาร และรูปภาพเก่า แล้วค่อยๆ เรียงร้อยความทรงจำยุคประชาธิปไตย ออกมาเป็นหนังสือรวมบทความเล่มนี้ ที่จะรื้อฟื้นความทรงจำ ปะติดปะต่อภาพที่ขาดวิ่นของอดีต และส่งมอบหน้าประวัติศาสตร์ที่มีคุณค่าให้แก่สังคม ผ่าน 6 บทความในเล่ม ซึ่งจะช่วยให้เข้าใจถึง “การต่อสู้เพื่อสถาปนาความหมาย คุณค่าและความทรงจำต่อระบอบประชาธิปไตยในยุคคณะราษฎร”
ด้วยหลังการปฏิวัติ 2475 คณะราษฎรได้สถาปนาระบอบประชาธิปไตยขึ้นในสยามประเทศ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยสู่ราษฎรผู้เป็นเจ้าของที่แท้จริง แต่ทว่า ช่วงเวลาหลังการปฏิวัติ การเมืองไทยผันผวน คณะราษฎรและระบอบประชาธิปไตยถูกโจมตี ถูกบั่นทอน จากฝ่ายอนุรักษนิยม จนทำให้อำนาจที่เคยอยู่ในมือราษฎรค่อยๆ หายไป พร้อมกับความทรงจำของสังคมที่ถูกตัดต่อ ลดทอน และทำลาย
กระทั่งผ่านมา 90 ปี ไม่มีใครจำได้อีกแล้ว ว่าสังคมยุคหลังการปฏิวัติ 2475 ที่เป็นประชาธิปไตย หน้าตาเป็นอย่างไร
“อนุสาวรีย์ปราบกบฏมีจุดเริ่มต้นจากการเสียชีวิตของทหารและตำรวจ 17 นาย และจากการสูญเสียนี้ทำให้คณะราษฎร ปกปักรักษาการปกครองระบอบประชาธิปไตยได้ในที่สุด อนุสาวรีย์ปราบกบฏจึงมิได้มีคุณค่าเพียงแค่ที่ใช้เป็นที่บรรจุอัฐิวีรชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้เพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องเตือนใจของชาติถึงการปกป้องประชาธิปไตย ว่าระบบการปกครองที่อำนาจสูงสุดอันเป็นของประชาชนนั้นมีราคาที่สูงค่าเพียงใด
แม้อนุสาวรีย์ปราบกบฏจะสูญหายไปในวันนี้ แต่ไม่อาจเปลี่ยนข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ได้ว่า อนุสาวรีย์แห่งนี้เป็นเครื่องย้ำเตือนถึงการพิทักษ์รักษารัฐธรรมนูญ และเป็นสิ่งสะท้อนถึงการต่อสู้เพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่สิ้นสุดลง”

…“การปฏิวัติสยาม 2475 ในทัศนะของ พันโท อองรี รูซ์” ผู้ซึ่งเช้าวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เขาในตำแหน่งผู้ช่วยทูตทหารบกแห่งสถานอัครราชทูตฝรั่งเศสประจำสยาม “ได้เห็นบรรยากาศที่แปลกตา เมื่อมีคนกลุ่มหนึ่งเคลื่อนกำลังเข้ามาในบริเวณพระราชวังดุสิต มีรถบรรทุกมากมายจอดอยู่ทั่วลานพระราชวัง ส่วนตามท้องถนนในบางกอก ตรงสี่แยก จะมีคนนำประกาศ บางอย่างมาแจกจ่ายให้ประชาชนได้อ่านทั่วกัน”
นี่คือบันทึกฉบับแรกที่โทรเลขถึงต้นสังกัด ณ กรุงปารีส เพื่อรายงานสถานการณ์สดในพระนคร โดยวิเคราะห์สาเหตุตั้งต้นของการปฏิวัติ ตลอดจนผลกระทบ และรีแอคชั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียแต่ละฝ่าย อาทิ พระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ ชุมชนชาวต่างชาติ สถาบันสงฆ์ ชาวบ้าน นักเรียนนักศึกษา
ตั้งข้อสังเกตต่อบรรยากาศที่สงบเงียบทั่วบางกอก ความเปลี่ยนแปลงทั้งในเรื่องปากท้อง และกิจการระหว่างประเทศที่อาจพัวพันถึงชาติตะวันตกหลังจากรัฐบาลใหม่เข้ามาทำหน้าที่ภายใต้ธรรมนูญปกครองแผ่นดิน
หนังสือเล่มนี้คือรายงานสดแบบ “เรียลไทม์” จากพยานในเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม 2475
ที่สำคัญ เป็นรายงานที่เคยถูกเก็บเป็น “เอกสารลับ” ของราชการฝรั่งเศส