งานประชุมผู้พัฒนานานาชาติ (WWDC) เป็นหนึ่งในงานที่แวดวงไอทีรอคอยของค่ายแอปแปิ้ล ผู้พัฒนาผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่างไอโฟน และคอมพิวเตอร์แมคอินทอชจากประเทศสหรัฐอเมริกา ปีนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6 ถึง 10 มิ.ย.ที่ ผ่านมา โดยจัดในรูปแบบออนไลน์และนักพัฒนาสามารถเข้าร่วมได้ฟรี ทางเว็บไซต์เทคครันช์นำไฮไลต์สำคัญมาให้ชมกันดังนี้

iOS 16
เริ่มต้นด้วยการเปิดตัวโอเอสรุ่นใหม่จากแอปเปิ้ล โดยหน้าจอ Lock screen ได้รับการออกแบบใหม่ให้ผู้ใช้สามารถปรับแต่งได้มากกว่าที่เคย ทั้งยังสนับสนุน widgets จากทั้งของแอปเปิ้ลเองและผู้พัฒนารายอื่นด้วย ขณะที่ Notification เปลี่ยนแอนิเมชั่นใหม่และม้วนขึ้นมาจากด้านล่างของจอภาพ ส่วนฟังก์ชันอย่าง Live Activities จะทำให้ผู้พัฒนาสามารถอัพเดต Notification ดังกล่าวได้แบบเรียลไทม์
การส่งข้อความผ่านแอพพลิเคชั่น iMessage ได้รับการเพิ่มเติมฟังก์ชัน edit และ unsend ทำให้สามารถแก้ไขและยกเลิกข้อความที่ส่งไปแล้วได้ นอกจากนี้ผู้ใช้สามารถทำเครื่องหมายไว้สำหรับข้อความที่เคยอ่านไปแล้วได้ ไม่หมดเท่านั้นมาคราวนี้ฟังก์ชันอย่าง SharePlay (ฟังก์ชันชมไลฟ์สตรีมพร้อมกับเพื่อน) ที่ปกติใช้ได้เฉพาะใน FaceTime สามารถใช้ได้แล้วในแอพฯ iMessage ด้วย

iOS 16 ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Live Text สามารถแปลข้อความที่เป็นภาษาอื่นในภาพนิ่ง ฟังก์ชัน Apple Pay Later สำหรับการแบ่งจ่ายสินค้าได้สูงสุด 4 งวด ไม่มีดอกเบี้ย ผ่านระบบ Apple Pay การยกเครื่องใหม่ครั้งใหญ่ของแอพฯ แผนที่ (Maps) ในหลายประเทศทั่วโลก อาทิ ฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ เบลเยียม อิสราเอล ลีชเทินชไตน์ ลักเซมเบิร์ก โมนาโก รัฐปาเลสไตน์ ซาอุดีอาระเบีย และเนเธอร์แลนด์

แอพฯ ข่าว Apple News มารอบนี้ให้ผู้ใช้สามารถเลือกติดตามข่าวกีฬาโดยกำหนดผ่านทีมโปรดได้ ฟังก์ชันการบริหารเวลาให้กับสมาชิกครอบครัวจะง่ายขึ้น โดยลูกหลานที่อยู่ภายในกรอบเวลาที่กำหนดไว้สามารถส่งข้อความผ่าน iMessage มาขอเวลาใช้งานเพิ่มได้โดยตรงจากผู้ใช้ที่เป็นหัวหน้าครอบครัว (Family Sharing)
นอกจากนี้ เมื่อถ่ายภาพแล้วผู้ใช้ยังสามารถเลือกได้ว่าจะให้ระบบจัดเก็บไว้ในแฟ้มส่วนตัว หรือแฟ้มที่แบ่งปันให้กับสมาชิกครอบครัว เรียกว่า shared library ผู้ที่นิยมอุปกรณ์อัจฉริยะจะสามารถควบคุมทั้งหมดได้ง่ายขึ้นผ่าน Home app ที่ทางแอปเปิ้ลระบุว่า ออกแบบมาใหม่แบบยกเครื่องด้วย

ความสะดวกของ iOS16 ยังรวมถึงเมื่อผู้ใช้ต้องขับรถส่วนตัวออกไปนอกบ้าน ทางแอปเปิ้ลปรับปรุงแอพฯ CarPlay มาใหม่เช่นกัน ทำให้ผู้ใช้สามารถควบคุมและอ่านค่าสถานะของรถได้แบบเบ็ดเสร็จจากไอโฟน อย่างไรก็ดี ขอบเขตของฟังก์ชันนี้ขึ้นอยู่กับการสนับสนุนและการออกแบบของรถยนต์แต่ละค่ายด้วย ขณะที่ Shareplay ได้รับการปรับปรุงใหม่ให้ใช้งานง่ายขึ้น สนับสนุนเกมจำนวนมากขึ้น และเปิดประสบการณ์การจับคู่แข่งขันกับเพื่อนได้ลื่นไหลว่องไว
สำหรับ iPadOS (โอเอสสำหรับ iPad) แอปเปิ้ลระบุว่า ออกแบบมาใหม่ให้หน้าตาคล้ายคลึงกับ Desktop ของระบบปฏิบัติการวินโดวส์จากไมโครซอฟท์ พร้อมฟังก์ชันพิเศษ Stage Manager ทำให้ผู้ใช้สามารถใช้งานแอพฯ ได้พร้อมกันหลายแอพฯ ในลักษณะหน้าต่างๆ ที่เปิดซ้อนกันไปมาเหมือนบนวินโดวส์

Apple Watch/watchOS 9
นาฬิกาอัจฉริยะจากแอปเปิ้ลมาพร้อมหน้าจอรูปแบบใหม่ 4 แบบ (watch face) ได้แก่ Astronomy, Lunar, Play time และ Metropolitan ขณะที่ส่วนของ notification จะมาเป็นแถบ (banner) เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้โดยไม่ต้องกินพื้นที่ทั่วทั้งจอ
เซ็นเซอร์ของ Apple Watch ยังมาพร้อมความสามารถแบบใหม่ในการตรวจวัดค่าอื่นได้อีก เช่น ค่าความสูง (ตรวจว่าเคลื่อนที่ขึ้นลงมากเพียงใด) ระยะก้าวเดิน และระยะเวลาที่เท้าแตะพื้น

แอพฯ Fitness บน iOS จะได้รับการเปิดใช้งานแม้ผู้ใช้จะไม่มี Apple Watch ขณะที่ Sleep tracking (ตรวจวัดสุขภาวะการนอนหลับ) จะใช้การคำนวณแบบใหม่ระหว่างเซ็นเซอร์วัดชีพจรกับตัวตรวจวัดความเร่งเพื่อหาค่าระยะเวลาการนอนของผู้ใช้แบ่งเป็น 4 ระดับ (Awake/REM/Core/Deep) นอกจากนี้ Apple Watch ยังสามารถตรวจจังหวะการเต้นของหัวใจ เพื่อเป็นข้อมูลให้แพทย์ใช้ในการวินิจฉัยภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ด้วย

M 2
ชิพวงจรรวม (SoC) จากแอปเปิ้ลรุ่นที่ผ่านมาอย่าง M1 ที่สร้างความฮือฮาให้กับแวดวงไอที ปีนี้กลับมาตอกย้ำความสำเร็จอีกครั้งด้วยชิพ M2 ภาคต่อของประสิทธิภาพสูงและการใช้พลังงานต่ำรวมไว้ในชิพเดียว โดยทางแอปเปิ้ลระบุว่า ชิพ M2 มีหน่วยประมวลผลกลาง (CPU) ที่เร็วกว่าเดิมร้อยละ 18 และหน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU) เร็วขึ้นร้อยละ 35

New MacBooks
แอปเปิ้ลยังเปิดตัวอัลตราบุ๊กรุ่นใหม่ของค่าย เป็น New MacBook Air และ New MacBook Pro โดยรอบนี้ New MacBook Air ส่วนใหญ่นั้นหนาขึ้น แต่ยังมีรุ่นบางเฉียบ 11.3 มิลลิเมตร สำหรับผู้ที่ยังชื่นชอบความเบาบางแบบเดิมอยู่

New MacBook Air มาพร้อมกล้อง Web-Cam ความละเอียด 1080p และความสามารถการถ่ายภาพในเวลาแสงน้อย ทำให้ประสบการณ์การวิดีโอคอลดีขึ้น ส่วนหน้าจอนั้นเป็น Liquid Retina ขนาด 13.6 นิ้ว พร้อม Touch ID (เซ็นเซอร์ลายนิ้วมือ) แบบบิลต์-อินลงบนแป้นพิมพ์ และ MagSafe (ชาร์จไร้สาย) ช่องเชื่อมต่อเป็น USB-C จำนวน 2 ตำแหน่ง มาพร้อมชาร์จเจอร์ที่มีขนาดบางลง รองรับเทคโนโลยีชาร์จเร็ว สามารถชาร์จได้ครึ่งหนึ่งภายในเวลา 30 นาที เริ่มต้นที่ราคาราว 4 หมื่นบาท

ส่วน New MacBook Pro หน้าจอขนาด 13 นิ้ว นอกเหนือจากใช้ชิพ M2 เหมือนกันแล้ว ทางแอปเปิ้ลเปิดเผยว่า จะมีประสิทธิภาพของ CPU เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับ MacBook Pro รุ่น ก่อนที่ใช้ชิพ M1
macOS
ท้ายที่สุดเป็นระบบปฏิบัติการของคอมพิวเตอร์แมคอินทอช โดยเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดนี้ชื่อว่า macOS Ventura มีฟังก์ชันใหม่อย่าง Stage Manager ที่ได้กล่าวไปแล้ว ทำให้ผู้ใช้สามารถจัดกลุ่มแอพฯ ที่เปิดไว้แล้วเลือกมาใช้งานได้ทันที

ฟังก์ชันค้นหาอย่าง Spotlight ได้รับการปรับปรุงใหม่ ทำให้แสนรู้มากขึ้น สามารถช่วยค้นหาแอพฯ ที่ต้องการได้อย่างมีประสิทธิภาพและว่องไวมากกว่าที่เคย ขณะที่แอพฯ Mail มีฟังก์ชันใหม่อย่าง undo send เป็นการยกเลิกอีเมล์ที่ส่งไปแล้ว รวมไปถึงการตั้งเวลาส่ง หรือตั้งให้ระบบเตือนถึงอีเมล์นั้นๆ นอกจากนี้ ระบบอื่นๆ อย่างการแก้ไขคำผิดอัตโนมัติ การค้นหาอีเมล์ก็มีประสิทธิภาพขึ้นด้วย
เบราว์เซอร์ Safari จะสนับสนุนการใส่ passkeys แทน passwords เป็นระบบที่ทางแอปเปิ้ลพัฒนาร่วมกันกับกูเกิ้ลและไมโครซอฟท์ โดยผู้ใช้สามารถใช้ Biometrics ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเป็นใบผ่านทางเพื่อล็อกอินเข้าสู่เว็บไซต์ที่ต้องการได้ เช่น ใบหน้า หรือลายนิ้วมือ ขณะที่ด้านการเล่นเกมนั้น ส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (API) Metal ของทางแอปเปิ้ลสามารถโหลดแอพพลิเคชั่นได้รวดเร็วขึ้นและ upscaling เกมได้ด้วย

ปิดท้ายด้วยฟังก์ชันกล้องอย่าง Continuity Camera ที่ให้ผู้ใช้เปลี่ยนจากกล้อง Web-Cam บน MacBook มาใช้กล้องบน iPhone ซึ่งแน่นอนว่ามีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก นอกจากนี้ ยังมีลูกเล่นอย่าง desk view ที่ให้ใช้กล้องของไอโฟนถ่ายสภาพแวดล้อมบนโต๊ะทำงาน นำมาประกอบไว้ในวิดีโอคอลได้ด้วย ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก ในการสอน

เรียกได้ว่า WWDC 2022 ปีนี้ ทางแอปเปิ้ลอัพเดตทั้งผลิตภัณฑ์และฟีเจอร์ใหม่ๆ มาแบบแน่นๆ เน้นๆ กันเลยทีเดียว
ทีมข่าวสดไอที
ภาพ – แอปเปิ้ล