บีบีซีและเอเอฟพีรายงานวันที่ 13 มิ.ย. ถึงความคืบหน้าสถานการณ์ความไม่สงบในยูเครนที่ยืดเยื้อเข้าสู่เดือนที่สี่หลังประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย สั่งบุกยูเครนตั้งแต่ เดือนก.พ.ที่ผ่านมาว่า องค์การนิรโทษกรรมสากลแถลงพบหลักฐานที่ยืนยันว่ากองกำลังรัสเซียใช้ “ระเบิดลูกปราย” บรรจุลูกระเบิดขนาดเล็กรุ่น 9 เอ็น 210 และรุ่น 9 เอ็น 235 (9N210/9N235) ในการโจมตีเมืองคาร์คิฟ ทางตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งตามอนุสัญญาว่าด้วยระเบิดลูกปรายที่มากกว่า 120 ประเทศให้สัตยาบัน เห็นชอบว่าจะไม่ใช้ระเบิดลูกปราย อย่างไรก็ตาม ยูเครนและรัสเซียไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาฉบับนี้ แต่การใช้ระเบิดลูกปรายโจมตี โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยของพลเรือน ถือเป็นการกระทำที่โหดร้ายป่าเถื่อนมาก
ทีมข่าวบีบีซีเดินทางไปยังย่านชุมชน 5 แห่งในเมืองคาร์คิฟ และพบเห็นหลักฐานการใช้ระเบิดลูกปรายอย่างชัดเจน จากนั้นนำภาพหลักฐานที่รวบรวมได้แสดงให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธ 3 คนประเมิน ซึ่งทั้งหมดกล่าวตรงกันว่าร่องรอยที่ปรากฏในพื้นที่สมรภูมิเมืองคาร์คิฟเกิดจากระเบิดลูกปราย นายมาร์ก ฮิซนีย์ นักวิจัยอาวุโส แผนกอาวุธขององค์การฮิวแมนไรต์สวอตช์ กล่าวว่า ผลกระทบจากระเบิดลูกปรายมีลักษณะเฉพาะตัว และหนึ่งในรูปถ่ายจากจุดเกิดเหตุบ่งว่าเป็นชิ้นส่วนครีบรักษาสมดุลของหนึ่งในลูกระเบิดขนาดเล็กที่บรรจุในระเบิดลูกปราย
ทั้งนี้ การลงพื้นที่เก็บข้อมูลนาน 2 สัปดาห์ในเมืองคาร์คิฟ เจ้าหน้าที่องค์การนิรโทษกรรมสากลพบว่ามีการโจมตี 41 ครั้ง ด้วยระเบิดลูกปรายและจรวด คร่าชีวิตพลเรือนอย่างน้อย 62 ราย และ 196 คนบาดเจ็บ “อาวุธเหล่านี้ไม่ควรใช้ เพราะทำให้เสียชีวิตและบาดเจ็บมาก การใช้อาวุธดังกล่าวเท่ากับจงใจมุ่งเป้าโจมตีพลเรือน” นางโดนาเตลลา โรเวอร์รา ที่ปรึกษาอาวุโสด้านการตอบสนองต่อวิกฤตขององค์การนิรโทษกรรมสากลกล่าว