หลวงพ่อซวง อภโย วัดชีปะขาว จ.สิงห์บุรี
อริยะโลกที่ 6
วันเสาร์ที่ 18 มิ.ย.2565 น้อมรำลึกครบรอบ 123 ปี ชาตกาล “หลวงพ่อซวง อภโย” วัดชีปะขาว หรือวัดชีผ้าขาว ต.พระงาม อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง ได้รับสมญานาม “เทพเจ้าแห่งเมืองสิงห์” หรือที่ญาติโยมมักเรียกว่า “พ่อใหญ่”
นอกจากเป็นพระเกจิผู้ทรงวิทยาคุณแล้ว ยังเพียบพร้อมด้วยศีลาจารวัตรอันงดงาม กอปรด้วยเมตตาบารมี ให้ความอนุเคราะห์แก่ศิษยานุศิษย์และชาวบ้านทั่วไปโดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เปรียบเสมือนบิดาของชาวบ้านแถบวัดชีปะขาวและบ้านใกล้เรือนเคียงทีเดียว
จัดสร้างวัตถุมงคลไว้หลายประเภท ทั้งเนื้อโลหะ เนื้อผง รูปถ่าย เครื่องรางของขลัง ฯลฯ แต่ละประเภทมีจำนวนสร้างน้อย จึงค่อนข้างหายาก อาทิ พระลีลาหล่อ รูปหล่อ เหรียญหล่อ พระปรอท ล็อกเกต พระผงกลีบบัว ตะกรุด แหวน ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งล้วนทรงพุทธคุณเป็นเลิศ
นามเดิมว่า ซวง เป็นชาวสิงห์บุรีเกิด วันที่ 18 มิ.ย.2442 ต.พระงาม อ.พรหมบุรี
อายุ 26 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ที่วัดโบสถ์ อ.ไชโย จ.อ่างทอง โดยมีหลวงพ่อเฟื่อง วัดสกุณาราม (วัดนก) อ.ไชโย พระเกจิชื่อดัง ผู้สร้างพระพิมพ์สมเด็จวัดนก อันลือลั่น เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า “อภโย”
จากนั้นได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดชีปะขาว จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาส
ได้รับการถ่ายทอดวิปัสสนากัมมัฏฐานเบื้องต้นและวิทยาคมต่างๆ จากพระอาจารย์คำ วัดสิงห์ ต.พระงาม ศิษย์หลวงพ่ออ่ำ วัดวงษ์ฆ้อง จ.พระนครศรีอยุธยา พระเกจิชื่อดังในอดีต
เมื่อสำเร็จแล้ว พระอาจารย์คำจึงแนะนำให้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ หลวงพ่อแป้น วัดเสาธงใหม่ จ.พระนครศรีอยุธยา ผู้เป็นสหธรรมิก ศิษย์ของพระเกจิชื่อดังหลายรูป อาทิ พระพุฒาจารย์ (มา) วัดจักรวรรดิ ราชาวาส, หลวงพ่อปาน วัดมงคลโคธาวาส จ.สมุทรปราการ, หลวงพ่อทา วัดพะเนียงแตก จ.นครปฐม, หลวงปู่นาค วัดห้วยจระเข้ จ.นครปฐม ฯลฯ เพื่อศึกษาวิทยาคมต่างๆ เพิ่มเติม
จากนั้นหลวงพ่อแป้นแนะนำให้ไปศึกษาต่อกับหลวงพ่อฤทธิ์ วัดบ้านสวน จ.สุโขทัย สหธรรมิกที่สนิทสนมกันมาก ท่านเป็นพระเถระที่เก่งกล้าทางด้านวิทยาคมเป็นอย่างสูง เป็นศิษย์สายตรงของท่าน เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) วัดระฆัง ธนบุรี

จึงมีความเชี่ยวชาญทั้งวิปัสสนากัมมัฏฐาน มีฌานและพลังจิตอันแก่กล้า มีอภิญญาสมาบัติ และแตกฉานทางไสยเวทในหลายๆ ด้าน ว่ากันว่า ท่านมีวาจาสิทธิ์ ทั้งสามารถล่วงรู้วาระจิตใจของผู้อื่น และรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างน่าอัศจรรย์ แต่ท่านไม่เคยโอ้อวดอิทธิฤทธิ์ใดๆ ยังคงมีจริยาวัตรอันงดงาม สมถะ ไม่ยึดติดรูปสมบัติ ไม่ยอมรับปัจจัยใดๆ โดยจะยกให้เป็นสมบัติของสงฆ์จนหมดสิ้น
นอกจากนี้ ยังปฏิเสธสมณศักดิ์และตำแหน่งใดๆ แต่ในที่สุด พระราชสิงหวรมุนี ได้ขอร้องให้ท่านรับสมณศักดิ์ฐานานุกรม “พระวินัยธร” ซึ่งขณะนั้นว่างลงพอดี ท่านจึงจำเป็นต้องน้อมรับอย่างปฏิเสธมิได้
มรณภาพเมื่อวันที่ 18 ก.ค.2510 สิริอายุ 69 ปี พรรษา 45
ก่อนมรณภาพ ท่านกำชับบอกกับคณะกรรมการวัดว่า “ถ้าต้องการให้โบสถ์หลังใหม่ซึ่งกำลังก่อสร้างอยู่แล้วเสร็จ อย่าเพิ่งฌาปนกิจสังขารของท่าน มิฉะนั้นโบสถ์จะสร้างไม่เสร็จ”
คณะกรรมการวัดจึงปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของท่าน โดยเก็บรักษาสังขารของท่านไว้ในหีบไม้อย่างมิดชิด ประดิษฐานไว้บนศาลาการเปรียญ เพื่อให้คณะศิษย์และชาวบ้านได้บูชากราบไหว้ และร่วมทำบุญสร้างโบสถ์หลังใหม่
ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่นานโบสถ์หลังใหม่ก็สร้างเสร็จตามประกาศิต
หลังจากมรณภาพไปแล้ว 26 ปี เมื่อวันที่ 2 มี.ค.2536 คณะกรรมการวัดได้เปิดหีบไม้ที่บรรจุสรีรสังขารของท่าน เพื่อทำพิธีฌาปนกิจ ปรากฏว่าสรีรสังขารไม่เน่าเปื่อย เป็นที่น่าอัศจรรย์
คณะกรรมการวัดจึงเปลี่ยนใจนำสรีระร่างที่ไม่เน่าเปื่อยบรรจุไว้ในโกศขนาดใหญ่ สร้างมณฑปเป็นที่ประดิษฐานไว้ตราบจนวันนี้