ฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พร้อมรัฐมนตรีอีก 10 ราย
โหมโรงเป็นศึกครั้งสุดท้าย ตามยุทธการ ‘เด็ดหัว สอยนั่งร้าน’
นักวิชาการที่เป็นคอการเมือง มองแรงกระเพื่อมต่อการอภิปรายฯครั้งนี้อย่างไร
สุขุม นวลสกุล
อดีตอธิการบดี ม.รามคำแหง
การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้คงเหมือนเดิม ในแง่ที่ว่าคงทำให้คนฟังแล้วรู้สึกศรัทธารัฐบาลน้อยลง แต่รัฐบาลคงไม่วิตกเรื่องคะแนนสนับสนุน ถึงแม้ว่าฝ่ายค้านอาจทำให้คะแนนของรัฐมนตรีแต่ละคนแตกต่างกันไป
เพราะขนาดนายกฯรองบ๊วย ก็ยังไม่คิดว่าแย่กว่าคนอื่น ชัดว่ารัฐบาลไม่คำนึงถึงเสียงที่ไม่เท่ากันว่าเป็นจุดสำคัญ ผลของการอภิปรายก็คงเหมือนเดิม หมายความว่าใครคิดว่ารัฐบาลแย่ก็ยังแย่อยู่เหมือนเดิม
ที่ไม่พุ่งเป้าอภิปรายเฉพาะ 3 ป. อาจเป็นเพราะต้องการผลในพื้นที่ เพราะ 3 ป.ถึงอย่างไรก็แข็งแกร่งอยู่แล้ว ฉะนั้นเพื่อให้เห็นความแตกต่าง ใครมีคะแนนสูงหรือคะแนนต่ำ ซึ่งฝ่ายค้านคงคิดไปถึงเรื่องการเลือกตั้ง และคะแนนนิยมของคนเป็นหลัก
ดังนั้นการเลือกอภิปรายรวม 11 คน อาจเป็นเรื่องที่จ้องเล่นกันในพื้นที่ ซึ่งมีประเด็นที่คนทั่วไปไม่รับรู้จึงมีการหยิบมากล่าวหาในการอภิปราย และจริง ๆเล่นงานนายกฯคนเดียวก็น่าจะสั่นเทาแล้ว เพราะถ้านายกฯไปก็เท่ากับทั้งครม.อยู่แล้ว
ประเด็นที่คิดว่าหลายคนจับตามองคือเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะโครงการใหญ่ๆ เช่น เรือดำน้ำไม่มีเครื่อง เครื่องบินไม่มีอาวุธ เรื่องเหล่านี้ดูเป็นเรื่องตลก แต่ถ้าเป็นเรื่องจริงขึ้นมามันตลกแบบหัวเราะไม่ออก
ส่วนที่มองว่านายกฯคงโดนหนักที่สุดในฐานะผู้นำรัฐบาลนั้น ก็คงอย่างที่ได้ยินได้ฟังกัน เราอาจรู้สึกหนักแต่คนโดนก็บอกเหมือนเดิม อ้าปากก็รู้แล้วว่าพูดอะไร การชี้แจงของนายกฯนั้น คิดว่าลีลาคงเหมือนเดิมคือไม่ค่อยประทับใจคนฟัง
ถ้าถามว่าจะมีประเด็นใดจะทำให้รัฐบาลเพลี่ยงพล้ำได้หรือไม่นั้น คำว่าเพลี่ยงพล้ำไม่ได้ดูตรงข้อมูลแต่ดูที่เสียงต่างหาก ซึ่งรัฐบาลมั่นใจแล้ว อภิปรายงบประมาณหนักกว่าก็ผ่าน แค่มีเสียงข้างมากก็ไปฉลุย รัฐบาลมีเสียงเพิ่มกว่าที่คิด มีงูเสาวภาเพิ่มมาอีก คราวนี้เสียงฝ่ายค้านต้องทำให้ได้เกินครึ่ง ยิ่งหนักเข้าไปอีก
ฝากฝ่ายค้านเน้นข้อมูลมากกว่าคารม ถ้าใช้คารมประกอบให้น่าฟังก็โอเค แต่อย่าเน้นลีลาขอให้เน้นข้อมูล และมีถึง 11 คน ต้องกระจายการอภิปราย ไม่ใช่มาบอกไม่มีเวลาอภิปราย เมื่อตั้งใจยื่นแล้วก็ต้องแบ่งเวลาให้ได้ เพราะถ้าไม่เป็นตามที่ประกาศคนก็จะรู้สึกว่าซูเอี๋ย ส่วนซีกของรัฐบาลคือต้องตอบให้ตรงคำถาม ไม่ใช่ตอบอย่างที่อยากตอบ ไม่รู้ ไม่เกี่ยว
ถามว่าคาดหวังการอภิปรายซึ่งเป็นครั้งสุดท้ายของรัฐบาลนี้แค่ไหน ส่วนตัวไม่อยากคาดหวังเพราะเดี๋ยวจะผิดหวัง ขอดูการอภิปรายก่อนจะทำได้ถึงขนาดที่เราคิดหรือไม่ อยากดูราคาตอนที่เขาอภิปรายเสร็จแล้วมากกว่า ว่ามีข้อมูลอะไรแปลกใหม่ที่เราไม่เคยรู้บ้างหรือไม่ ที่สำคัญคือมีดาวอภิปรายใหม่หรือไม่
และสำคัญว่าแม้จะผ่านการอภิปรายไปแล้วก็มีงานใหญ่รออยู่คือต้องปรับครม.แน่ๆ สาเหตุสำคัญเพราะ 2 พรรค ประชาธิปัตย์ กับ ภูมิใจไทย อาจมีรัฐมนตรีโดนกฎหมาย จะมีผลให้บรรยากาศในพรรคพลังประชารัฐและพรรคเศรษฐกิจไทยวุ่นวาย เพราะยังมี 2 ตำแหน่งที่ว่างอยู่
เมื่อ 2 พรรคปรับ 2 คน ก็น่าจะปรับทีเดียว 4 ตำแหน่ง ดังนั้น อาฟเตอร์ช็อกที่อาจเกิดขึ้น คือเรื่องปรับครม.
วันวิชิต บุญโปร่ง
ภาควิชารัฐศาสตร์ ม.รังสิต
ห้วงสุดท้ายนี้ฝ่ายค้านต้องชี้ให้เห็นถึงยุทธศาสตร์การต่อสู้กับ 3 ป. คือ พล.อ.ประยุทธ์ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ต้องเปลือยสาเหตุที่ทำให้บ้านเมืองมาถึงจุดนี้ ถ้าฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่า 3 ป. สร้างความเสียหายอะไรไว้บ้าง จะเป็นการตอบโจทย์ที่ตรงไปตรงมาที่สุด
พรรคเพื่อไทยอาจมียุทธศาสตร์ตีกระทบพรรคร่วมรัฐบาลบางพรรค เพราะมีเรื่องของยุทธศาสตร์การชิงพื้นที่ในภาคอีสาน ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อไทย ถือเป็นมูลเหตุหนึ่งว่าทำไมต้องขึงพืดพรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาด้วย
สังเกตว่ายุทธวิธีที่ผ่านมามีความแตกต่างระหว่าง 2 พรรค ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยมักใช้วิธีการประชาสัมพันธ์โหมโรงล่วงหน้าว่าข้อสอบมีประเด็นอภิปรายอะไรบ้าง ไม่ต่างจากปกอัลบั้มเทปเพลงที่หน้าปกสวย แต่จริงๆอาจฟังเพราะแค่ 2-3 เพลง หรือฟังได้เพราะทุกเพลงก็ว่ากันไป
ขณะที่พรรคก้าวไกลใช้วิธีปล่อยแค่ซิงเกิล 1-2 เพลง แต่หมัดตรงชัดเจน เราไม่ทราบข้อมูลมาก่อนเพราะเขาอุบไต๋ ที่ผ่านมาพรรคก้าวไกลจะใช้ประเด็นหนักๆ หากว่าการอภิปรายในสภาถูกขัดขวาง หรือไม่สามารถอภิปรายต่อไปได้อย่าง ราบรื่น ก็จะใช้พื้นที่ข้างนอกหรือใช้แพลตฟอร์มทางสื่อ ขยี้ประเด็นที่ใช้อภิปรายต่อไปได้
แน่นอน คะแนนโหวตไม่อาจนำไปสู่การโค่นล้ม หรือ เด็ดหัวรัฐบาล ตามที่ฝ่ายค้านโฆษณาชวนเชื่อไว้ก่อนหน้านี้ได้ แต่นำไปสู่การทำให้เกิดความบอบช้ำทางการเมืองได้หากฝ่ายค้านทำได้สำเร็จ
การอภิปรายครั้งนี้ไม่มีผลต่อคะแนนเสียงของรัฐบาลอย่างแน่นอน แต่แง่หนึ่งจะเกิดการเรียงลำดับหรือชัยชนะทางยุทธศาสตร์ของฝ่ายค้าน หรือคนที่เคยอยู่พรรคพลังประชารัฐมาก่อน อย่าง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจไทย เป็นการจัดลำดับคะแนนความสำคัญของความแค้น
แน่นอนรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคพลังประชารัฐที่ล้อม รอบตัว พล.อ.ประยุทธ์ จะมีคะแนนต่างกับรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ถูกอภิปราย ซึ่งในทางการเมืองมีผลต่อความเสียหายกรณีได้คะแนนไว้วางใจต่ำสุด ซึ่งนายกฯ คงไม่ปรับออก แต่เป็นเรื่องของความสะใจ
ฝ่ายค้านคลำมาถูกทางแล้วว่าประชาชนเข้าสู่ภาวะเบื่อหน่าย พล.อ.ประยุทธ์ ที่อยู่ในอำนาจมายาวนาน แต่กลไกกติกาที่ทำให้ยังได้ไปต่อ ฝ่ายค้านต้องชี้ให้เห็นถึงความไม่โปร่งใส ประสิทธิภาพการบริหารประเทศที่ล้มเหลว
น่าเสียดายที่พรรคร่วมฝ่ายค้านไม่สามารถดึงนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกฯและรมว.พลังงานมาขึงพืดในศึกครั้งนี้ เพราะจะเป็นการตีโจทย์ที่ตรงไปตรงมาที่สุด ฝ่ายค้านมองยุทธศาสตร์เชิงการเมืองจนเกินไป จนลืมยุทธศาสตร์เอาใจประชาชนซึ่งตอบโจทย์ประชาชนได้ครบถ้วนกว่า
ส่วนการชี้แจงในสภาของพล.อ.ประยุทธ์ ที่มักตอบแบบใช้อารมณ์นั้น คิดว่าเป็นยุทธวิธีเบี่ยงเบนหรือชิงพื้นที่สื่อ การใช้อารมณ์เพื่อกลบประเด็นที่คนกำลังสงสัย ตลอดเวลา 8 ปี พล.อ.ประยุทธ์ได้เรียนรู้ชั้นเชิงแพรวพราวทางการเมือง เอาข้อที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาเป็นจุดแข็ง เอาบุคลิกมากลบประเด็นที่สังคมกำลังต้องการคำตอบ
ยังมองว่าการอภิปรายครั้งนี้จะทำให้พรรคร่วมรัฐบาลผนึกกำลังกันอย่างเข้มแข็ง พรรคเศรษฐกิจไทยที่ผูกพันทางใจกับพล.อ.ประวิตร การที่ ร.อ.ธรรมนัสบอกว่า พล.อ.ประวิตรผ่านตั้งแต่ยังไม่โหวตก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่อาจงดออกเสียงหรือไม่เห็นด้วยเฉพาะบางคน
และนอกจากมือของพรรคร่วมฝ่ายค้านจะไม่พอแล้ว ยังจะมีงูเลื้อยออกจากคอกด้วย
ธเนศวร์ เจริญเมือง
คณะรัฐศาสตร์ฯ มช.
การแสดงความเห็นของฝ่ายค้านความมั่นใจสำหรับการเปิดซักฟอกครั้งนี้มีแน่นอน แต่พูดกันตรงๆ ถ้าดูจากการอภิปรายงบประมาณ 66 คะแนนก็เหมือนเดิม หนักกว่านั้นมีการเกทับว่าถึงกระอักเลือด หมายความว่าคะแนนต้องขาด รัฐบาลต้องพ่ายแพ้ แต่คะแนนของรัฐบาลยังเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นคนโม้ก็ต้องกระอักเลือด
ส่วนตัวอยากให้กำลังใจฝ่ายค้าน ในรัฐที่พัฒนาประชาธิปไตยล่าช้า ถูกรัฐประหารหลายครั้งทำให้การเมืองขาดระเบียบวินัย สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ในประเทศที่รัฐประหารบ่อยจะไม่มีพรรค การเมือง 2 พรรค เพราะพรรคการเมืองไม่เข้มแข็ง บางพรรคเป็นประชาธิปไตยมายาวนาน กลับอ่อนปวกเปียกไปอยู่กับรัฐประหาร ทำ ให้เกิดพรรคเล็กพรรคน้อยมากขึ้น
การอภิปรายนายกฯ พรรคเล็กก็ชำเลือง หว่านตาว่าทางไหนกล้วยจะมา และดูขนาดของกล้วยด้วย แม้แต่สมาชิกพรรคฝ่ายค้านยังปันใจให้กล้วยในสังคมที่ระบบการเมืองแกว่งไปแกว่งมา คนจำนวนหนึ่งก็แกว่งไปแกว่งมาขึ้นอยู่กับกล้วยใครจะดึงใครได้
ส่วนที่ฝ่ายค้านอภิปรายรัฐมนตรีถึง 11 คนมากไปหรือไม่นั้น ในเมื่อฝ่ายค้านเคยถูกหักหลัง ถูกทรยศมาก่อน เสียหน้าที่มีคนหนีไปกินกล้วยจึงไม่แคร์เหมือนกัน จึงเปิดเผยความไม่ชอบมาพากลในการบริหารหารงานของทั้ง 11 คน ประชาชนจะได้รู้ว่ารัฐมนตรีเป็นอย่างนี้ บางคนพูดจาดีแต่ข้อมูลออกมาเป็นอีกอย่าง
ดังนั้น การที่ฝ่านค้านอภิปรายนายกฯ และรัฐมนตรีรวม 11 คน ไม่มากไป ถือว่าดีด้วยซ้ำ เพราะข้อมูลที่เปิดออกมาก็เพื่อให้สังคมได้รับรู้ ถ้าไม่จริงก็โต้มา ประชาชนจะได้เรียนรู้ว่าใครน่าเชื่อถือมากกว่ากัน
ดังนั้น การโหวตในสภาก็เป็นเรื่องรองเพราะปาหี่ มาหลายครั้งแล้ว ประเด็นเรื่องกล้วยหรืออิทธิพลภายนอก ทำให้การตัดสินใจไม่ได้ยึดหลักการจริงๆ จึงขึ้นอยู่กับน้ำหนักในการนำเสนอและการตอบโต้ การเปิดเผยข้อมูลและคนตอบ ตอบได้เข้าประเด็น หรือไม่
อย่างที่มีการวิจารณ์นายกฯได้ตอบคำถามหรือไม่ ประชาชนอยากบอกนายกฯว่ากรุณาตอบให้ตรงประเด็นที่ฝ่ายค้านถาม อย่าพูดเลยผมเป็นคนดี ผมทำงานหนัก มันไม่เกี่ยวกัน เพราะประชาชนรู้ว่าใครทำงานหนัก ประชาชนอยากเห็นนายกฯและรัฐมนตรีโต้แย้งด้วยเหตุผล ประชาชนอยากเห็นประชาธิปไตยจริงๆ ไม่ใช่ปากพูดแล้วไม่ทำ ไปพูดกับหมู หมา กา ไก่ ก็คิดว่า นายกฯน่าจะพูดกับฝ่ายค้านได้อย่างมีข้อมูล จุดอ่อนของนายกฯคือมักใช้วิธีตั้งคำถามกลับ ทั้งที่ต้องชี้แจงในสิ่งที่ถูกกล่าวหา
11 คนที่ถูกอภิปรายฝ่ายค้านคงคิดกันมาแล้วว่าสมควรเปิดชื่อออกมา และครั้งนี้เป็นการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้แล้ว ฝ่ายค้านคงอยากให้ข้อมูลต่อสังคมถึงปัญหาที่เคลือบแคลงสงสัยและคิดว่าผิดแน่นอน
เพราะรู้ว่าเสียงสู้ไม่ได้จึงเน้นเปิดแผลของทั้ง 11 คน ให้ประชาชนเห็น และขอให้ประชาชนได้เรียนรู้จาก สิ่งนี้ด้วย ก็คาดหวังฝ่ายค้านจะได้เสนอข้อมูลดีๆ ออกมา