ปิดตำนาน‘เอสเอ็มเอฟ’3ประสานเกมรุกหงส์แดง

สดจากสนามแข่ง

เป็นทางการแล้วสำหรับการที่ ซาดิโอ มาเน แนวรุก ลิเวอร์พูล ซึ่งย้ายไปอยู่กับบาเยิร์น มิวนิก ด้วยสัญญา 3 ปีหรือถึงปี 2025 พร้อมเป็นการจบช่วงเวลา 6 ปีในถิ่นแอนฟิลด์ ด้วยสถิติลงสนาม 269 ทุกรายการทำได้ 120 ประตูกับ 48 แอสซิสต์

นอกจากนั้นการย้ายออกจากมาเน ยังเป็นการปิดฉาก 3 ประสาน “เอสเอ็มเอฟ” ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในแผงเกมรุกที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของ “หงส์แดง”

สำหรับ 3 ประสานเกมรุกดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นขึ้นในฤดูกาล 2017-18 โดย ฟีร์มีโน และ มาเน นั้นย้ายเข้ามาอยู่กับ “หงส์แดง” ก่อนในปี 2015 และ2016 ตามลำดับก่อนที่ซาลาห์ จะย้ายตามมาในปี 2017

โดย เจอร์เกน คล็อปป์ ผู้จัดการทีม ลิเวอร์พูล ยอมรับความเสี่ยงในการที่จะใช้แผงกองหน้าของทีมโดยที่ไม่มีนักเตะคนใดเป็น “หัวหอกตัวเป้า” และวาง ฟิลิปเป คูตินโญ เป็นเพลย์เมกเกอร์คอยบัญชาเกมหลังนักเตะทั้ง 3 ราย ถึงกระนั้นในเดือน ม.ค.2018 คูตินโญ กลับตัดสินใจอำลา “หงส์แดง” แบบฟ้าผ่าหลังย้ายไปอยู่กับ บาร์เซโลนา ทำให้คล็อปป์ ต้องพึ่งพา 3 ประสานดังกล่าวเป็นแกนหลักในเกมรุก

และการตัดสินใจดังกล่าวของคล็อปป์ ถือว่าประสบความสำเร็จเนื่องจาก ซาลาห์, มาเน และฟีร์มีโน ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนยกระดับ ลิเวอร์พูล ขึ้นมาอย่างชัดเจน

เพียงฤดูกาลแรกที่ทั้ง 3 คนเล่นร่วมกัน พวกเขาก็ยิงประตูให้ทีมได้ถึง 82 ลูกในทุกรายการ และหลังจากนั้น “เอสเอ็มเอฟ” ก็มีส่วนสำคัญในการพา ลิเวอร์พูล ทวงคืนความยิ่งใหญ่จากการคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก 2018-19 และพรีเมียร์ลีก อังกฤษ 2019-20 ซึ่งเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปีของสโมสร

แน่นอนว่าจากผลงานที่เกิดขึ้นทำให้ 3 ประสานดังกล่าวได้รับการชื่นชมอย่างมาก และมีหลายคนขนานนามว่าเป็น “ยุคทอง” ของเกมรุก ลิเวอร์พูล เลยทีเดียว

คล็อปป์ สามารถนำนักเตะทั้ง 3 คนซึ่งมีจุดเด่นที่ต่างกันทั้ง ซาลาห์, มาเน และฟีร์มีโน มารวมกันจนเกิดเป็น “ความต่างที่ลงตัว”

ตามสถิติพบว่า “เอสเอ็มเอฟ” มีสถิติยิง และแอสซิสต์ให้ ลิเวอร์พูล นับตั้งแต่ที่พวกเขาเล่นด้วยกันได้ 193 ประตู 74 แอสซิสต์ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ

อย่างไรก็ตามคำว่าตลอดไปนั้น “ไม่มีจริง” ในวงการลูกหนัง เช่นเดียวกับยุคของ “เอสเอ็มเอฟ” ซึ่ง คล็อปป์ ก็รู้เรื่องดังกล่าว เป็นอย่างดี และได้เตรียมตัวสำหรับเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ทำให้ในปี 2020 “หงส์แดง” เริ่มกระบวนการผ่าตัดแผงเกมรุก ด้วยการดึง ดิโอโก โชตา กองหน้า วูล์ฟแฮมป์ตัน เข้ามาเป็นตัวเลือกใหม่ ต่อมาในปี 2022 ที่การต่อสัญญาของ ซาลาห์ และมาเน ยังไม่มีความแน่นอน ลิเวอร์พูล ก็เซ็นสัญญากับ หลุยส์ ดิอาซ ปีกจาก ปอร์โต มาเพิ่มในช่วงตลาดหน้าหนาว

จนกระทั่งในช่วงซัมเมอร์ 2022 หลังมาเน ยืนยันว่าต้องการอำลาถิ่น แอนฟิลด์ พวกเขาก็ตัดสินใจที่จะทุ่มงบระดับสถิติสโมสรเพื่อคว้า ดาร์วิน นูนเญซ กองหน้า เบนฟิกา มาเสริมแกร่งอีกราย

แน่นอนว่าการปิดฉาก 3 ประสาน “เอสเอ็มเอฟ” ถือเป็นเรื่อง ที่น่าใจหายทั้งสำหรับสโมสรที่ต้องเสียหนึ่งในแผงเกมรุกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตามหากมองในแง่ดีการผลัดใบดังกล่าวนั้นอาจเป็นเรื่องดีของสโมสรในแง่ของแท็กติกหลังมีรายงานว่าฤดูกาลหน้า ลิเวอร์พูล จะเปลี่ยนมาใช้ระบบ 4-2-3-1 แทนที่ 4-3-3 ที่ใช้มาอย่างยาวนาน และเริ่มถูกจับทางได้ ทว่าหากเป็นการมองในแง่ร้าย นักเตะ และระบบที่จะเข้ามาแทนนั้นอาจจะไม่ประสบความสำเร็จเหมือนที่ “เอสเอ็มเอฟ” เคยทำ

โดยทั้งแง่ดี และแง่ร้ายเป็นเพียงการ คาดเดาเพราะคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่สามารถการันตี ได้แน่นอน นั่นก็คือ “เอสเอ็มเอฟ” จะเป็นตำนานของสโมสร ลิเวอร์พูล ในฐานะ หนึ่งในแผงเกมรุกที่ดีที่สุดของประวัติศาสตร์ สโมสร

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน