ปัญหาราคาพลังงานพุ่งไม่หยุด และมี แนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลต่อราคาสินค้าและอาหาร และค่าบริการต่างๆ

นำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์ รัฐบาลบริหารจัดการราคาพลังงานล้มเหลว ปล่อยให้ราคาแพงกว่าที่ควรจะเป็น

ปัญหาดังกล่าวสะเทือนต่อความนิยมของรัฐบาลหรือไม่ อย่างไร

สถาพร เริงธรรม

คณะมนุษยศาสตร์ฯ

ม.ขอนแก่น

เรื่องพลังงานมีเป็นปัญหา มองในแง่หลักการรัฐบาลพยายามทำ แต่สิ่งที่กำลังทำยังไม่ตรงกับสถานการณ์ที่เป็นจริงเท่าไร เพราะข้อเท็จจริงในพื้นที่ ไม่ได้ดูผู้ประกอบการ แต่ดูจากภาคเกษตรกรรายย่อยซึ่งมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ค่าใช้จ่ายในการทำนาสูงขึ้นมาจากต้นทุนราคาน้ำมัน ราคาปุ๋ย

ดังนั้น มองจากภาพรวมรากหญ้าได้รับผล กระทบอย่างมาก ขณะที่การแก้ไขของรัฐบาล มุ่งไปที่ภาคขนส่งเป็นหลัก โดยที่ไม่ได้ดูแลในภาคส่วนอื่นๆ อย่างจริงจัง ไม่ต้องพูดถึงพ่อค้า แม่ค้า ผู้ประกอบการร้านอาหารที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ เพราะต้นทุนสูง และไม่รู้ว่าราคาน้ำมันจะได้แก้ได้เมื่อไร

และเมื่อผลผลิตออกสู่ท้องตลาดจะขายได้คุ้มราคาต้นทุนหรือไม่ ก็เป็นโจทย์ที่รัฐบาลต้องนำไปคิด รัฐบาลมีความพยายามแต่ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม เพราะผล กระทบจากเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวแค่รถสิบล้อ แม่ค้าขายอาหาร ผู้ผลิตโดยเฉพาะเกษตรกรได้รับผลกระทบ แต่มีการพูดถึงน้อยมาก

ประเด็นนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีผลกระทบมาถึงความนิยมของรัฐบาล โดยเฉพาะการชี้แจงที่ไม่ชัดเจนของผู้ดูแลนโยบายด้านพลังงาน ทั้งตัวนายกรัฐมนตรี และรมว.พลังงาน ดูจากข้อมูลที่คนกันเองอย่าง นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ออกมาวิจารณ์ ก็เห็นได้ว่ากลไกการควบคุมราคาของรัฐบาลยังมีปัญหา

รัฐบาลไปดูแต่เฉพาะปลายน้ำ ลดภาษี ตรึงราคาน้ำมัน แต่ปัญหาต้นน้ำไม่พูดว่าจะแก้ไขอย่างไร ทั้งเรื่องราคาหน้าโรงกลั่น และราคาค่ากลั่น ซึ่งจะเป็นประเด็นสำคัญที่รัฐบาลตอบสังคมไม่ชัดว่าทำอะไรอยู่ และพยายามจะแก้อย่างไร

แน่นอนว่ารัฐบาลทั่วโลกได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ แต่ที่ประเทศไทยใช้น้ำมันแพงเกินกว่าราคาที่ควรจะเป็นนั้นตัวเลขมันชัดเจน รัฐบาลพยายามเลี่ยงประเด็นนี้ ทั้งที่เรื่องนี้ทำให้ราคาต้นทุนต่างๆ ถูกลงได้ ในขณะที่การแก้ที่ปลายน้ำนั้นให้แก้เท่าไรก็ไม่ไหวเพราะเป็นการถมเงินลงไป

ขณะที่รัฐบาลเองก็น่าจะมีปัญหาเรื่องสภาพคล่อง เพราะการตั้งงบประมาณก็ขาดดุลจำนวนมาก เก็บรายได้ก็ไม่ตรงเป้า ภาษีพลังงานที่เคยเป็นของหมูของตายในมือก็โดนไปด้วย

และสงครามลากยาวแน่นอน ดังนั้นหากบริหารจัดการเรื่องราคาน้ำมัน ราคาเชื้อเพลิงไม่ดีจะมีผลต่อเสถียรภาพรัฐบาล และยิ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเลือกตั้งด้วย สามารถพูดได้ว่าราคาพลังงานพุ่ง แต่คะแนนเสียงรัฐบาลหด โดยเฉพาะเสียงหนุนจากรากหญ้าคงหายไปค่อน ข้างมาก

อีกทั้งการแก้ปัญหากระทรวงที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกัน นอกจากกระทรวงพลังงาน กระทรวงพาณิชย์ก็ต้อง ดูเรื่องพ่อค้าคนกลางฉวยโอกาสหรือไม่ ต้องจัดการให้ได้ ต้องหามาตรการยันไว้ก่อน ปล่อยกระทรวงพลังงานแก้ทางเดียวไม่ได้

อีกมุมหนึ่ง ก็เป็นโอกาสให้พรรคการเมืองออกแคมเปญที่จะใช้หาเสียง ว่าจะบริหารจัดการให้เกิดความสมดุล ยืดหยุ่นรองรับสถานการณ์ที่ตึงตัวอยู่ได้อย่างไร เรามีนโยบายที่ก้าวหน้าหลายอย่าง แต่เรื่องนโยบายพลังงานของไทยไม่ก้าวหน้าเท่าไร

พรรคไหนสามารถให้ข้อมูลและจับต้องได้ ก็น่าสนใจว่าจะได้คะแนนนิยม เพราะวันนี้พูดเรื่องประชานิยมอย่างเดียวไม่ได้แล้ว

และให้ดูครึ่งปีหลัง รายได้เกษตรกรจะลดลงเห็นได้ชัด ต้นทุนจากราคาน้ำมันจะทำให้เศรษฐกิจฐานรากไปต่อไม่ได้ ที่ผ่านมาแค่โควิดก็แย่แล้ว แม้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวเริ่มฟื้นตัว แต่กำลังซื้อในประเทศส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกร

ช่วง 6 เดือนหลังสินค้าหลักทางการเกษตร อ้อย ยาง ข้าว ถ้า 3 ตัวนี้ต้องขายแบบขาดทุน สภาพเศรษฐกิจก็หนัก แม้จะมีโครงสร้างอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมาหนุน แต่กำลังซื้อจริงในประเทศไม่ฟื้นเต็มที่ แค่กระจุกเดียว หากไม่มีแผนบริหารจัดการที่ดีก็จะเสี่ยงเกิดวิกฤตเศรษฐกิจได้ จับต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นมากขึ้น จะรุนแรงขนาดไหน กระทรวงพาณิชย์ต้องคอยดูว่าพ่อค้าคนกลางจะฉวยโอกาส

เดชรัต สุขกำเนิด

คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

และ ผอ.ศูนย์นโยบายเพื่ออนาคต

ปัญหาภาพรวมขณะนี้ 60% คือเรื่องพลังงาน 40% เป็นปัญหาราคาอาหาร ทั้ง 2 เรื่องเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงทั้งคู่ ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาดูเหมือนว่ารัฐบาลไม่ค่อยสนใจประเด็น เรื่องอาหาร ทำให้ราคาอาหารพุ่งสูงขึ้น ทั้งที่ 2 เรื่องมีบางตัวสัมพันธ์กัน

มาตรการที่ออกขณะนี้คงไม่พอกับสถานการณ์รัฐบาลอาจมีข้อจำกัดทางการคลังจึงแค่ประคับประคอง ทำให้ประชาชนรับภาระเยอะกว่า บางเรื่องรัฐบาลควรช่วยมากกว่านี้ ทั้งเรื่องอาหาร ประชาชนหาทางประหยัด แต่รัฐมาจำกัดการขนส่งสาธารณะ และปลดล็อกบางอย่าง เช่น ลดใช้ไบโอดีเซล แต่รัฐบาลไม่ทำ

บางเรื่องไม่มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้า เช่น ขนส่งสาธารณะ หรือโซลาร์เซลล์ไม่ได้เตรียมลงทุนไว้ ทำให้ทุกอย่างฉุกละหุก รวมทั้งประเด็นอาหารก็ปล่อย แต่มาทุ่มกับเรื่องพลังงานมากกว่า

ถ้ารัฐบาลคิดว่าจะไม่อยู่แล้ว ราคาพลังงานคงขึ้นไปมากกว่านี้ จึงคิดว่าราคาน้ำมันคงไม่ขึ้นไปกว่านี้เท่าไร อาจมีขึ้นบ้างลงบ้าง ส่วนดีเซลคงไม่แตะ 40 บาทต่อลิตร แต่ถ้าไปถึงตรงนั้นเมื่อไร บอกได้ว่ารัฐบาลก็คงลำบากและอยู่ยากแน่นอน

ถ้ารัฐบาลจะพยุงความนิยมให้ผ่านช่วงเวลานี้ไปได้ต้องตระหนักเรื่องการแก้ไข แต่ทางเลือกที่เคยมีก็ไม่ได้ลงทุนหรือพัฒนาไว้เต็มที่ จึงไม่สามารถนำมาใช้ได้ ทำให้ตัวเลือกของรัฐบาลมีจำกัดลง คงประคองไปได้ไปจนถึงปลายปีนี้

แต่ปัญหาเศรษฐกิจจะไปตกที่ประชาชนมากกว่า เพราะยังมีเรื่องหนี้เสียที่ต้องจับตา ตัวเลขที่เกิดขึ้นช่วงกลางปีนี้อาจจะรุนแรงกว่าที่คิด ซึ่งตัวนี้จะบีบคั้นรัฐบาลอีกทางหนึ่ง

เรื่องเศรษฐกิจปากท้องกระทบกับเรตติ้งรัฐบาลมาเรื่อยๆ ตั้งแต่ปี 2564 ต่อเนื่องถึง 2565 รัฐบาลก็คงหวังว่าจะฟื้นฟู ทำให้ความนิยมดีขึ้นแต่ไม่เป็นไปตามนั้น และช่วงครึ่งปีหลังนี้ ยิ่งน่าลำบาก

เพราะยังมีอีกประเด็นที่รัฐบาลต้องตอบคำถามใหญ่ คือเมื่อสินค้าแพง น้ำมันแพง ก็จะมีเรื่องค่าแรงตามมา ถ้าไม่ขึ้นเลยคงตอบโจทย์ตอนหาเสียงเลือกตั้งได้ลำบาก เพราะรัฐบาลไปสัญญาไว้

รัฐบาลและพรรคร่วมคงมองว่าให้ประคับประคองไปก่อนจนถึงปลายปีน่าจะดำรงอยู่ได้ แต่ผลสืบเนื่องของเศรษฐกิจที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะเงินเฟ้อที่จะไปถึงปลายปีนี้และหนี้เสียก็จะไปซ้ำรอยปัญหาที่เกิดขึ้น พรรคร่วมรัฐบาลเองคงวิเคราะห์อยู่ แต่เกมที่เดินในช่วงที่ผ่านมาทำให้ออกจากรัฐบาลไปเข้ากับฝ่ายค้านได้ไม่ง่าย จึงเป็นตัวล็อกว่าไม่มีทีท่าจะออกจากรัฐบาล

พรรคภูมิใจไทยคงต้องผลักดันเรื่องของกัญชาให้เสร็จ พรรคประชาธิปัตย์ที่รับผิดชอบเรื่องราคาอาหาร เงินเฟ้อ ขณะที่พรรคขนาดเล็ก ที่ประเมินว่าเมื่อเปลี่ยนกติกาเลือกตั้งจะกลับมาอีกโอกาสน้อย จึงร่วมกันประคับประคองสภาให้ไปได้ถึงจนหมดวาระ หลังจากนั้นความนิยมจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันอีกครั้ง

แต่จากวิกฤตต่างๆ รุมเร้ารอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาปากท้อง จะทำให้การเลือกตั้งครั้งหน้ารัฐบาลอยู่ต่อยากแน่นอน บางพรรคคงปลีกตัวออกมา เพราะต้องชั่งน้ำหนักและแลกกับบางสิ่ง บางอย่างที่พยายามผลักดัน หรือเป็นความรับผิดชอบ และเตรียมนำไปใช้หาเสียงครั้งหน้า

รัฐบาลคงรับทราบจุดที่เป็นปัญหา แต่จะใช้มาตรการที่เข้มแข็งเพียงพอหรือไม่ ถ้าขอความร่วมมือแต่องค์กรธุรกิจไม่ให้แล้วไม่ใช้ไม้แข็งก็ตอบคำถามประชาชนได้ยาก อย่างค่าการกลั่นเดิมปกติ 2 บาท ขึ้นมา 5 บาท ถ้าปรับไปเป็นปกติได้ ที่บอกเพิ่มมาแค่ 3 บาท ก็มีความหมาย ประชาชนเขารอดูอยู่

และอยากฝากเรื่องอาหารเพราะราคาขึ้นแล้วไม่ลง ต่างจากพลังงานขึ้นสูงยังกลับไปเป็นปกติได้ คนจนอาจจ่ายค่าอาหารมากกว่าค่าเดินทาง และจะไปกดดันเรื่องค่าแรง เรื่องนี้ต้องเอาจริงทำให้ราคาลงมาอยู่ในภาวะปกติโดยเร็ว

ถ้ารัฐบาลรั้งเวลาเพื่อจะให้ถึงใกล้ช่วงเลือกตั้งแล้วค่อยมาแก้ปัญหา ผมมองว่าไม่ได้ เรตติ้ง ตกแน่นอน

พรายพล คุ้มทรัพย์

อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์

ม.ธรรมศาสตร์

นับตั้งแต่สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการที่รัฐบาลออกมาช่วยเหลือประชาชน ทั้งการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงพยุงราคาน้ำมัน ยังมีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เช่น วินมอเตอร์ไซค์ ผู้ถือบัตรประชารัฐ การขนส่งต่างๆ แก๊สหุงต้มก็อุดหนุนตลอด ก๊าซธรรมชาติก็ตรึงราคาโดย ปตท.รับภาระ มีเพียงน้ำมันเบนซินที่ไม่ค่อยได้รับอานิสงส์มากนัก

การตรึงราคาเอ็นจีวี แก๊สหุงต้ม ราคาน้ำมันดีเซลที่เกิน 35 บาท แล้วขอให้โรงกลั่นส่งกำไรเข้ากองทุนน้ำมัน ถ้าโรงกลั่นร่วมมือได้จะถือเป็นการบรรเทาผลกระทบ ใช้คำว่าแบ่งกำไรมาให้รัฐบาล แล้วรัฐบาลก็ใช้ส่วนแบ่งตรงนี้ไปช่วยทั้งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ราคาหน้าปั๊ม ลดลงไปก็จะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่สงสัยว่าจะแบ่งมาให้จริงหรือไม่

ถ้าพูดถึงจำนวนมาตรการช่วยเหลือของรัฐบาลมีมาก และอาจมากกว่าในอดีตโดยเฉพาะจำนวนเงิน นอกเหนือจากการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงแล้วการสูญเสียรายได้สรรพสามิต รวมๆ กันแล้วก็ถือว่ามากกว่าในอดีต

รัฐบาลทำเยอะแต่อาจไม่เพียงพอ ด้วยข้อจำกัดเรื่องกำลังเงิน ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งเดิมสูงอยู่แล้วเพราะรัฐบาลใช้ฟื้นฟูเศรษฐกิจทั้งช่วงระหว่างและหลังโควิด จึงเป็นภาระที่หนักอยู่พอสมควร อีกทั้งสถานการณ์ราคาน้ำมันมันรุนแรงมากกว่าในอดีต และมาเจอโควิดด้วย

การแก้ปัญหา กระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และกระทรวงพาณิชย์ต้องทำงานควบคู่กัน แม้หลักใหญ่อยู่ที่กระทรวงพลังงาน แต่พูดถึงราคาขายปลีก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการครองชีพ แก๊สหุงต้ม ยังเป็นสินค้าควบคุม อยู่ในอำนาจหน้าที่กระทรวงพาณิชย์

เรื่องนี้กระทบต่อความนิยมของรัฐบาลแน่นอน โดยสถานการณ์แล้วแม้ไม่มีการเรียกร้องให้ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรมว.พลังงาน เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้น ถ้าทุกคนยังบ่นอยู่ หรือราคาของยังแพงอยู่ ก็ถือว่ามาตรการช่วยเหลือไม่เพียงพอ ก็จะทำให้คะแนนเสียงทั้งในและนอกสภาลดน้อยลง ถือเป็นความโชคร้ายของรัฐบาล

ส่วนจะมีผลกระทบลากยาวไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่นั้น ผู้ที่เกี่ยวข้องกับสงครามก็ยังตอบไม่ได้ว่าจะลากยาวแค่ไหน เราเองก็ตอบไม่ได้ แต่ตอนนี้เห็นทิศทางตลาดน้ำมันเริ่มปรับตัว และรอไทยปรับตัวด้วย อาจไม่ได้ราคาเท่าเดิมแต่คงไม่แพงเท่าทุกวันนี้

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน