อ่าน‘2 ฟากสะพาน 2475’
บุ๊กสโตร์
เป็นการ “ย่องเงียบ” ลงมือที่ฟ้องสังคมอึกทึกครึกโครมยิ่ง การลักลอบเปลี่ยนป้ายชื่อสะพานย่านเกียกกายใกล้รัฐสภา จาก “สะพานพิบูลสงคราม” เป็น “สะพานท่าราบ”
โดยที่ “ท่าราบ” คือนามสกุลของพระยาศรีสิทธิสงคราม หรือ “ดิ่น ท่าราบ” นายทหารคนสำคัญของ “กบฏบวรเดช” ที่ก่อการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2476 พยายามยึดอำนาจ จากรัฐบาลคณะราษฎรที่มี จอมพล ป. “พิบูลสงคราม” เป็นหนึ่งในกำลังหลัก
“สำนักพิมพ์ มติชน” ชวนอ่านหนังสือเล่มเด่น บอกเล่าช่วงเวลาประวัติศาสตร์นั้น

…“อยากลืมกลับจำ” สารคดีที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิต ความผันผวน และความทรงจำของคนที่ใกล้ชิดบุคคลสำคัญของการเมืองไทย จอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่สุดผู้หนึ่ง นั่นคือบุตรีนาม จีรวัสส์ ปันยารชุน พิบูลสงคราม
ชีวประวัติของผู้หญิงที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมา 96 ปี พร้อมเก็บเกี่ยวความทรงจำนับไม่ถ้วนจากชีวิตผู้คน เหตุการณ์ ประสบการณ์ และสภาพสังคมทั่วไปในแต่ละยุคสมัย อย่างไรก็ตาม แม้แก่นของหนังสือเล่มนี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลสำคัญทางการเมือง หรือเบื้องหลังเหตุการณ์บ้านเมือง หากแต่เป็นมุมมองและความรู้สึกของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีต่อเรื่องราวในห้วงเวลาต่างๆ ในชีวิตของตัวเธอเอง แต่ระหว่างบรรทัดของหนังสือก็สะท้อนถึงประวัติศาสตร์การเมืองช่วง 2475-2500 อยู่ดี
ภูริ ฟูวงศ์เจริญ, ศรัญญู เทพสงเคราะห์, ณัฐพล ใจจริง คือคณะผู้เขียน ทั้งสามคนคือนักวิชาการที่สนใจศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยสมัยใหม่ และมีผลงานมาอย่าง ต่อเนื่อง รวมถึง นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ผู้รับหน้าที่บรรณาธิการ โดยคณะผู้จัดทำหวังให้เป็น ‘หนังสืออ่านเล่น’ ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่มีรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับบริบทสังคมและการเมืองที่มากพอควร
ในวันที่ชีวิตและครอบครัวต้องเผชิญกับภาวะความไม่มั่นคง ตอนนั้นจอมพล ป. ทำอะไร รู้สึกนึกคิดอย่างไร และกำลัง คิดวิธีจะจัดการกับสิ่งที่ต้องเผชิญหน้าอย่างไร คงไม่มีใคร ตอบได้ดีไปกว่าลูกสาวที่อยู่เคียงข้างผู้เป็นพ่อมาทุกสถานการณ์
“คนรุ่นหลังตัดสินคุณพ่อทั้งบวกและลบ มันช่วยไม่ได้ แต่คุณพ่อก็มีผลงานไว้เยอะนะคะ บางทีป้าก็คิดว่าควรจะเป็นหน้าที่ของเราที่จะชี้แจงนะพวกพิบูลสงคราม แต่ว่าเราไม่เคยทำเลย เราไม่เคยทำ ป้ายังพูดกับหลานว่า เราไม่เคยอธิบายให้สังคมรับทราบถึงเหตุผลของ จอมพล ป. ในการดำเนินนโยบายต่างๆ เท่าที่ควร เดี๋ยวนี้ตัวป้าเองใครมาขอสัมภาษณ์เรื่องคุณพ่อ ป้ายินดีให้สัมภาษณ์เสมอ เพราะป้ารู้จักคุณพ่อมาตลอดเวลา”

…ข้ามสะพานมาอีกฟาก อ่าน “เลือดสีน้ำเงิน ซ้ายไม่จริง ขวาไม่แท้ และประชาธิปไตยในอุดมคติ” ผลงานของ ปฐมาวดี วิเชียรนิตย์ ที่เผยให้เห็นถึงความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มเลือดสีน้ำเงิน” ที่ถูกตราหน้าอย่างเหมารวมมาตลอดจนกลาย เป็นภาพจำว่าคือผู้นิยมระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือผู้เสียประโยชน์ และเป็นปฏิปักษ์ปฏิวัติ เป็นผู้ร้ายของฝ่ายประชาธิปไตยคือคณะราษฎร
เล่าเรื่องราวชีวิตของ 5 บุคคลในช่วงเวลาปฏิวัติสยาม 2475 ได้แก่ สอ เสถบุตร, ร.ท.จงกล ไกรฤกษ์, ม.จ.สิทธิพร กฤษดากร, พระยาศราภัยพิพัฒ (เลื่อน ศราภัยวานิช) และ ม.ร.ว.นิมิตรมงคล นวรัตน์ กับอุดมคติ ความคิด และความเชื่อที่ผูกพันอยู่กับระบอบเก่า ไม่อาจพอใจยอมรับระบอบใหม่ได้
พาไปดูเบื้องลึก ตั้งแต่ภูมิหลัง บทบาท และการเคลื่อนไหวในช่วงเวลาต่อเนื่อง นับแต่รัฐสมบูรณาญา สิทธิราชย์ ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 กบฏบวรเดช สงครามโลกครั้งที่ 2 และยุคเผด็จการทหาร 2490-2500
ทั้งโดยความตั้งใจ และโดยความบังเอิญ ทั้ง 5 มารวมกันอยู่ในฟาก “คณะกู้บ้านกู้เมือง” เป็นกำลังสมองของการก่อการรบ กับรัฐบาลหลังการปฏิวัติผ่านมาได้ปีเศษ ถูกปราบ ถูกจับจองจำเป็นนักโทษการเมือง และที่สุดในคุกบางขวาง หนังสือพิมพ์ “น้ำเงินแท้” ก่อกำเนิดขึ้น เป็นกระบอกเสียงสะท้อนอุดมการณ์ และอุดมคติของ “กลุ่มเลือดสีน้ำเงิน” ที่ความพ่ายแพ้ในสงคราม ชิงสยามกลับสู่ระบอบเดิม ทำให้ได้ชื่อเรียกในเวลาต่อมาว่า “พวกกบฏบวรเดช”

…ข้ามสะพานอีกช่วงมาถึงปัจจุบัน “ศิลปวัฒนธรรม” ฉบับกรกฎาคม 2565 ชวนอ่าน “การศึกษาของสยามขัตติยนารี จากวิถีจารีตสู่สมัยใหม่” จากการศึกษาวิชากุลสตรี สู่วิชาการ, วิชาชีพอื่นๆ จากการศึกษาที่ตำหนักต่างๆ เป็นโรงเรียน, จากเรียนในประเทศ ถึงการออกไปเรียนต่อต่างประเทศ ฯลฯ ทั้งหมดนี้คือภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่มองผ่านการศึกษาของเจ้านายสตรี
ผู้สื่อข่าวหรรษา