แต่ยืดเวลาค่างวดยาวกว่าเก่า-ชงบ้านล้านหลังอีก2หมื่นล.

ธอส. ลั่นขึ้นดอกเบี้ยไม่กระทบลูกค้าสักราย อุ้มยกพอร์ต 1.4 ล้านล้านบาท ยังคิดค่างวดเท่าเดิม แต่ต้องผ่อนนานขึ้น – พร้อมชงต่อมาตรการบ้านล้านหลังอีก 2 หมื่นล้าน หวังช่วยดอกเบี้ยคงที่รอบสุดท้าย

นายฉัตรชัย ศิริไล กรรมการผู้จัดการธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า คาดว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในเดือนส.ค. จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย อย่างน้อย 0.25% ต่อปี โดย ธอส. มีนโยบายตรึงดอกเบี้ยไว้ให้นานที่สุดเพื่อไม่ให้ลูกค้าได้รับผลกระทบ และจะมีการปรับดอกเบี้ยธนาคารในเดือนต.ค. ในอัตราไม่เกิน 0.15% ต่อปี เพียงครั้งเดียวของปีนี้ และอาจจะไปปรับขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาส 1/2566 การที่ธอส.ไม่ขึ้นดอกเบี้ยทันที เป็นภาระที่เพิ่มขึ้นราว 1 พันล้านบาท ยังอยู่ในบริบทที่ธนาคารยังรับได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในเดือนต.ค. จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.15% แต่ธอส. ยืนยันว่า ลูกค้าของทั้งหมด ในพอร์ตราว 1.4 ล้านล้านบาท ไม่ได้ผลกระทบแม้แต่รายเดียว และในกรณีที่ กนง. ขึ้นดอกเบี้ยไปถึง 0.50% ต่อปี จะกระทบต่อลูกค้าราว 100 รายเท่านั้น โดยดอกเบี้ยที่ปรับเพิ่มขึ้น ถ้าเงินงวดยังเพียงพอชำระเงินต้น ก็ไม่ได้รับผลกระทบ ลูกค้ายังจ่ายค่างวดได้เท่าเดิม เพียงแต่ตัดเงินต้นลดลง แต่อาจจะต้องมีการปรับเงินงวดยาวขึ้น

“ลูกค้าปัจจุบันที่ใช้ดอกเบี้ยคงที่ และกลุ่มที่ใช้ดอกเบี้ยลอยตัวแล้ว เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบในเรื่องการปรับตัว แต่ในกลุ่มที่อยู่ในช่วงรอยต่อจากดอกเบี้ยคงที่เปลี่ยนไปลอยตัว กลุ่มนี้จะได้รับผล กระทบ Payment Shock ซึ่งขณะนี้ ธอส. เข้าไปดูสัญญาลูกค้า และเริ่มทยอยส่งหนังสือไปถึงลูกค้าในกลุ่มดังกล่าวแล้ว” นาย ฉัตรชัย กล่าว

นายฉัตรชัยกล่าวอีกว่า ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. ที่ผ่านมา สินเชื่อประเภทดอกเบี้ยคงที่ ได้ยุติไปหมดแล้ว เหลือวงเงินโครงการบ้านล้านหลังเฟส 2 อีกราว 4 พันล้านบาท ซึ่งยังเป็นดอกเบี้ยคงที่ 1.99% คาดว่าจะได้รับความสนใจในช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น ดังนั้นภายในเดือนส.ค. นี้ จะเสนอคณะกรรมการธนาคารพิจารณาเพิ่มวงเงินอีก 20,000 ล้านบาท เพื่อเสนอกระทรวงการคลัง และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนดอกเบี้ยอาจจะไม่ได้คงที่ 1.99% แต่จะคงที่เท่าใดขึ้นอยู่กับครม. จะพิจารณาชดเชยส่วนต่างให้

นอกจากนี้ สมาคมสถาบันการเงินของรัฐ เตรียมส่งหนังสือถึงกระทรวงการคลัง เพื่อขอขยายเวลาการลดเงินนำส่งเข้ากองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ ของแบงก์รัฐทั้ง 4 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์(ธอส.) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย จาก 0.25% เหลือ 0.125% ที่จะสิ้นสุดในสิ้นปี 2565 โดยขอขยายออกไปอีก 1 ปี หรือ สิ้นสุดปี 2566 เพื่อไม่ให้มีต้นทุนดังกล่าว ซ้ำเติมลูกค้าในภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน