ส.อ.ท.ห่วงเงินเฟ้อทั่วโลกกดดันขึ้นดอกเบี้ยยิ่งทำบาท อ่อนยวบ ซ้ำเติมเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย แถมด้วยวิกฤตขาดแคลนอาหาร กระทบส่งออกไทยแผ่ว เสนอรัฐเร่งหาตลาดส่งออกใหม่
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทของไทยอ่อนค่าลำดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งหากเร็วๆ นี้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เร่งขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 0.75-1% ตามที่ตลาดคาดการณ์ เพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น จะทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลอื่น ยิ่งกดดันให้เงินบาทอ่อนค่า ส่งผลให้ต้นทุนการเงินและการนำเข้าสินค้าทุกประเภทแพงขึ้นไปอีก
อีกทั้งความไม่แน่นอนของสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ตลอดจนปัญหาอุปทานขาดแคลน (Supply Shortage) ที่ยังไม่คลี่คลาย ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น
ขณะเดียวกันมีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะวิกฤตการขาดแคลนอาหารทั่วโลก และภาวะเศรษฐกิจโลกถดถอยในช่วงครึ่งปีหลัง อำนาจการซื้อตลาดโลกลดลง เนื่องจากหลายประเทศเผชิญปัญหาเงินเฟ้อส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าจากประเทศคู่ค้าชะลอตัว โดยเฉพาะสหรัฐและสหภาพยุโรป (อียู) ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้อาจแผ่วลง ยกเว้นการส่งออกอุตสาหกรรมอาหารที่น่าจะเติบโตได้ต่อเนื่อง
โดยคาดว่าอุตสาหกรรมอาหารปี 2565 จะมีมูลค่าส่งออกถึง 1.2-1.3 ล้านล้านบาท จากปีก่อนที่มีมูลค่าประมาณ 1 ล้านล้านบาท รวมทั้งต้องมองการท่องเที่ยวเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น เชื่อว่าจะช่วยพยุงการเติบโตของเศรษฐกิจได้ ดังนั้น ส.อ.ท.จึงมี ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐให้ภาครัฐเร่งหาตลาดส่งออกใหม่ๆ เพื่อทดแทนตลาดที่ชะลอตัว และได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมทั้งออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจให้เกิดการจ้างงานในระยะสั้นและระยะยาว
นายเกรียงไกรกล่าวว่า สำหรับผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่น ภาคอุตสาหกรรมในเดือนมิ.ย. 2565 อยู่ที่ระดับ 86.3 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าอยู่ที่ระดับ 84.3 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นครั้งแรกในรอบ 3 เดือน เนื่องจากภาครัฐผ่อนคลายมาตรการควบคุมโควิด-19 เพิ่มเติม ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆ ทยอยกลับเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้น รวมถึงการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ
นอกจากนี้ ภาคการผลิตยังมีทิศทางที่ดีขึ้น สอดคล้องกับดัชนี คำสั่งซื้อสินค้าและยอดขายในประเทศที่ปรับเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้านี้ ส่งผลให้ดัชนีคาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 97.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนอยู่ที่ระดับ 96.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการทยอยฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศ รวมทั้งมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 4 มาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล