สถาปนิกต่างชาติ

เลาะรั้ว

ประกาศการบังคับใช้พระราชบัญญัติสถาปนิก (2565) ซึ่งผ่านการเห็นชอบในการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนมิถุนายน 2565 และส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อนั้น มีสาระสำคัญในหลักการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติสถาปนิก 2543 ก็คือ การแก้ไขเพิ่มเติมให้สถาปนิกต่างชาติประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมควบคุมในประเทศได้

ร่างนี้กำหนดให้สถาปนิกต่างชาติไปขึ้นทะเบียนกับสภาสถาปนิกที่จะประกาศกำหนด คุณสมบัติ และอัตราค่าจดทะเบียนการได้รับให้เป็นผู้ออกแบบสถาปนิกวิชาชีพในประเทศได้ ประกาศดังกล่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภานายกพิเศษคือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ข้อเท็จจริงเรื่องการจะให้สถาปนิกต่างชาติเข้ามาประกอบวิชาชีพสถาปัตยกรรมในประเทศนั้น มีความสับสนและซ้ำซ้อนกันอยู่ทั้งในเรื่องของกฎหมายหรือนิติกรรมกับพฤติกรรมกันอยู่แล้ว

ความซ้ำซ้อนและซับซ้อนกันในบทบัญญัติทางกฎหมายมีอยู่ 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติสถาปนิก กับพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

การบัญญัติให้เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นผู้มีอำนาจในการอนุมัติ อนุญาตใบอนุญาต ของนักวิชาชีพ ต่างชาติ (โดยเฉพาะคือ สถาปนิกและวิศวกร) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยโรงงานและกฎหมายว่าด้วยการจัดสรรที่ดิน เข้าทำงานในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้โดยไม่ต้องได้รับอนุญาตหรือใบอนุญาตการประกอบวิชาชีพทั้งจากสภาสถาปนิกหรือสภาวิศวกร ทั้งที่มิได้มีบทบัญญัติเช่นนี้มาก่อน

ในทางพฤตินัยก็คือ นักลงทุนทางอสังหาริมทรัพย์บางส่วนใช้สถาปนิกหรือวิศวกรต่างชาติเข้าทำงานร่วมกับสถาปนิกและวิศวกรไทยผู้ได้รับอนุญาตอยู่แล้วไม่น้อย

แต่คำถามสำคัญก็คือ เมื่อประกาศใช้บังคับพระราชบัญญัติสถาปนิกฉบับ (2565) ขึ้นแล้วนั้น บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (ซึ่งยังมิได้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติฉบับนี้) ก็ยังมีผลใช้บังคับกันต่อไป

ผลของมันก็คือ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกก็ยังคงมีอำนาจที่จะอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาตให้สถาปนิก วิศวกร ต่างชาติ เข้าทำงานในเขตพื้นที่พัฒนาพิเศษภาคตะวันออกได้ต่อไป โดยไม่จำเป็นต้องขอใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาสถาปนิก

นี่คือตัวอย่างของความซ้ำซ้อนและซับซ้อนของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาคารของไทยอยู่ต่อไป

ไม่แน่ใจว่าคณะปฏิรูปกฎหมายแห่งชาติจะมองเห็นเป็นปัญหาหรือไม่ วันนี้เรามีเลขาธิการคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มั่นคง ในการรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ในตำแหน่งหน้าที่ จึงแน่ใจในความสุจริตในความรับผิดชอบได้

แต่ถ้า พรุ่งนี้ เดือนหน้า ปีหน้า เราอาจจะโชคร้ายที่จะได้บุคลากรที่มิได้มีจรรยาบรรณและซื่อสัตย์เฉกเช่นคนปัจจุบัน เพราะความ ซ้ำซ้อนและซับซ้อนของกฎหมายอย่างนี้คือ เครื่องมืออันสำคัญที่จะมีการแสวงหาประโยชน์ตน และพรรคพวกโดยมิชอบ

คณะปฏิรูปกฎหมายจะกรุณาช่วยแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและซับซ้อนของกฎหมายอย่างนี้ได้หรือไม่

นายช่าง

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน