ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และรัฐมนตรี 10 ราย ที่เพิ่งผ่านพ้น
เป็นการซักฟอกครั้งสุดท้ายของสภาชุดนี้ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง
การทำหน้าที่ของรัฐบาล-ฝ่ายค้าน ทำได้ดีแค่ไหน และการเมืองหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร
สุขุม นวลสกุล
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์
การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ใช่ข้อสอบที่อยู่บนจุดแตกต่างได้ แต่มีจุดยืนของคนดูด้วย ฉะนั้นอย่าพูดว่าแพ้หรือชนะเลย เพราะจริงๆแล้วเป็นเกมวัดพลังกันเท่านั้น
ถ้าคะแนนเต็ม 10 ก็ให้เท่าๆกัน แต่ขอชมการประชุมสภาคราวนี้แม้ใช้เวลาหลายวันแต่บรรยากาศดี ไม่น่ารำคาญเหมือนเมื่อก่อน ประธานที่ขึ้นนั่งทำหน้าที่คุมสถานการณ์อยู่ ไม่ค่อยมีประท้วง คิดว่าประชาชนน่าจะพอใจการอภิปรายครั้งนี้มากกว่าครั้งก่อนๆ เพราะไม่วุ่นวาย
ฝ่ายค้านเองก็วางแผนการอภิปรายได้ดี เทียบกับครั้งที่ผ่านๆมา หนนี้เปรียบเหมือนการสรุปเรื่อง เอาหนังเรื่องเก่ามาต่อให้จบเท่านั้น เพื่อให้มีแผลเป็นติดกับรัฐบาลต่อไป ไปสู่สนามเลือกตั้ง เอาไปใช้ในเวทีปราศรัยได้
การตอบของรัฐมนตรีแต่ละคนตรงเรื่องบ้างไม่ตรงเรื่องบ้าง อย่างนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯและรมว.พาณิชย์ อยากตอบในสิ่งที่อยากตอบ ที่ไม่อยากตอบก็พูดเลี่ยงๆ ถ้าจะให้คะแนนทั้งสองฝ่ายทำได้สมน้ำสมเนื้อกัน ไม่ถือว่าเป็นการชนะแพ้เด็ดขาด
เกมของการอภิปรายในสภาอย่าไปยึดความถูกความผิด มันเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง คะแนนโหวตก็ต้องเป็นไปตามที่กำหนด ฝ่ายรัฐบาลต้องชนะฝ่ายค้านเสมอ ไม่ว่าจะอภิปรายได้ดีกว่า หรือไม่ดีก็แล้วแต่ แต่ในฐานะเป็นรัฐบาลต้องชนะ
คำถามต่อก็คือ แล้วคะแนนที่รัฐมนตรีแต่ละคนได้ไม่เท่ากัน การยกมือสวนก็อาจเป็นประวัติศาสตร์ และเห็นชัดว่าเป็นเรื่องของการต่อรอง
หลังโหวตแล้วผลต่อสถานการณ์การเมืองก็คงไม่เกิดอะไร แต่ในการอภิปรายครั้งสุดท้ายของสภาและมีเลือกตั้งรออยู่ นายกฯคงใช้โอกาสนี้ปรับครม.ที่ยังว่างอยู่ 2 ตำแหน่ง มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า ตั้งแล้วให้พรรคพลังประชารัฐดูเข้มแข็งขึ้น ให้รัฐบาลมีกลุ่มที่สนับสนุนเพิ่มขึ้น
รัฐบาลอาจเพิ่งนึกได้ว่าคนไม่พอใจเรื่องแก้ศรษฐกิจ ก็ตั้งคนที่มีผลงานหรือมีชื่อเสียงก็อาจได้คะแนนนิยมเพิ่ม ในส่วน 10 รัฐมนตรี ไม่กระทบ เพราะเอาเข้าไม่กระเพื่อม ถ้าเอาคนออกมันกระเพื่อมสูง
การอภิปรายครั้งนี้เชื่อว่าน่าจะมีผลต่อวิจารณญาณในการตัดสินใจในการเลือกตั้งคราวหน้า ทำให้ประชาชนมีข้อมูลมากขึ้นก็ถือว่าได้ประโยชน์ ดังนั้นการอภิปรายจะออกผลให้เห็นอีกทีก็ตอนเลือกตั้ง แต่ก็จะมีปรากฎการณ์อื่นๆ ที่จะทำให้การตัดสินใจวันนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปอีกก็ได้ รัฐบาลก็ยังเชื่อว่ามีโอกาสกู้ชื่ออยู่
อย่างน้อยก็คิดว่าโชคดีที่เกิดมาในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่หลาย ช่วยทำให้คนมีข้อมูลทางการเมืองในการตัดสินใจมากกว่าที่ต้องไปถามใครต่อใครว่าฉันต้องลงคะแนนให้ใคร
สถาพร เริงธรรม
คณะมนุษยศาสตร์ฯ ม.ขอนแก่น
พรรคฝ่ายค้านทำการบ้านมาดี สามารถกำหนดประเด็นในการนำเสนอ ซักถาม ชี้ให้เห็นถึงข้อผิดพลาดของรัฐบาล หลายเรื่องมีมูลข้อเท็จจริงที่สามารถรับฟังได้ เชื่อว่าทุกฝ่ายที่รับฟังน่าจะพึงพอใจกับข้อมูลที่ฝ่ายค้านทำงานมา
ส่วนภาพรวมของฝั่งรัฐบาลมีปัญหา เหมือนไม่ได้ตั้งใจมาตอบ หรือไม่ตั้งใจมาอภิปราย ตอบแบบไม่ตรงคำถาม และใช้สำนวนโวหารบางอย่างเพื่อหลีกเลี่ยงประเด็นที่พรรคฝ่ายค้านตั้งคำถาม ภาพรวมฝ่ายค้านน่าจะได้เปรียบในเรื่องคุณภาพในการอภิปราย หากให้เป็นคะแนนครั้งนี้พรรคฝ่ายค้านทำงานได้ดี ให้คะแนน 8 เต็ม 10 ส่วนรัฐบาลให้ 5 จากเต็ม 10 เพราะเป็นรองมาก
การอภิปรายของฝ่ายค้านครั้งนี้สิ่งที่สอดประสานกันถือว่าดี แต่ที่ทำได้ดีกว่าคือข้อมูลที่ฝ่ายค้านทำการบ้านมา ไม่ว่าจะเป็นความไม่โปร่งใสของรัฐมนตรีบางคน มีการจัดเรียงลำดับผู้นำเสนอ วางตัวขุนพล ทำได้ดีมากสำหรับการอภิปรายครั้งนี้
แต่ฝ่ายรัฐบาลเองที่ไม่พยายามเข้ามามีส่วนร่วมในการชี้แจง คงเพราะมองว่าการอภิปรายครั้งนี้ไม่น่ามีปัญหาอะไร รัฐบาลอาจให้ค่าของการทำงานในสภาต่ำเกินไป หรือเชื่อมั่นระบบการจ่ายเบี้ยเลี้ยงมากกว่าหรือเปล่า
ส่วนตัวมองว่ารัฐมนตรีชี้แจงดีหน่อยคือนายอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณะสุข ที่ชี้แจงประเด็นโควิด-19 ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถหักกลบลบหนี้กับการชี้แจงเรื่องของกัญชาที่มีผู้คนสงสัยกันมากว่า ทำไมถึงประกาศเสรีกัญชาแล้วไม่มีมาตรการควบคุม ตรงนี้ชี้แจงไม่ดี
ส่วนผู้ที่ชี้แจงแย่ที่สุดก็คงไม่พ้น พล.อ.ประยุทธ์ ที่ไม่สามารถควบคุมการนำเสนอ อารมณ์ และการชี้แจงได้ มีปัญหาเรื่องการหลุดคิวให้เห็น ทำให้ภาพลักษณ์และคุณภาพของการชี้แจงก็ต่ำลงถ้าเทียบกับรัฐมนตรีคนอื่น
การอภิปรายครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงคุณภาพของการทำงานในสภาได้ ในระดับที่ว่าถ้ามีฝ่ายค้านที่มีหน้าที่ตรวจสอบที่เข้มแข็งได้แบบนี้ อย่างน้อยก็ทำให้ประชาชนได้เปิดหูเปิดตา ทำให้ประชาชนที่กำลังจะตัดสินใจได้ไปดูนโยบายของพรรคการเมืองก่อนการเลือกตั้ง จะได้มีข้อมูลในการตัดสินใจเพิ่มมากขึ้น
โดยภาพรวมน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสังคมระดับหนึ่งที่ทำให้ประชาชนที่ติดตามได้ใช้ผลการอภิปรายครั้งนี้ในการตัดสินใจทางการเมืองได้ในอนาคต
ยุทธพร อิสรชัย
สาขาวิชารัฐศาสตร์ มสธ.
การอภิปรายที่เข้มข้น ทำให้สังคมกลับมาสนใจการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้มากขึ้น ถ้าจะให้คะแนน ฝ่ายค้านได้ 7 จากคะแนนเต็ม 10 ขณะที่การชี้แจงของรัฐบาลยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนมากนัก คงให้แค่ 5 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน
สิ่งที่รัฐบาลตอบฝ่ายค้านกลายเป็นการโต้ตอบทางวาทกรรมเป็นหลัก มากกว่าที่จะเอาข้อมูล ข้อเท็จจริง มานำเสนอ ที่จริงรัฐบาลควรใช้เวทีนี้ในการชี้แจงประเด็นต่างๆ แต่กลายเป็นการโต้ตอบกับฝ่ายค้าน
เช่นกรณี พล.อ.ประยุทธ์ โต้ตอบกับนางอมรัตน์ โชคปมิตต์กุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล หรือ กรณีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รมว.ดิจิทัลฯ ไม่มีการลงไปถึงเนื้อหาเลย นอกเหนือจากการประท้วง ไม่เห็นการตอบคำถามที่ชัดเจน
หรืออีกหลายกรณี ทั้ง รมว.มหาดไทย หรือ รมว.คมนาคม นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ก็ยังไม่เห็นข้อมูลอะไรที่ชี้แจงฝ่ายค้านได้ ดังนั้น คะแนนที่น่าจะได้รับก็คือ 5 เต็ม 10
ยังไม่เห็นรัฐมนตรีที่ชี้แจงได้ในเกณฑ์ที่คิดว่าโดดเด่น ทุกคนอยู่ในลำดับที่เท่าๆกัน โดยได้คะแนนประมาณ 5 คะแนน การชี้แจงยังไม่เคลียร์ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจน โดยเฉพาะ รมว.ดีอีเอส ไม่ตอบอะไร แต่เรื่องกลายเป็นประเด็นดราม่าในสังคมเพราะคนส่วนใหญ่ยังแคลงใจ
ส่วนใหญ่เป็นการนำข้อมูลจากฝ่ายข้าราชการประจำ บางครั้งก็นำข้อมูลจากข้าราชการมาตอบคำถามนอกสภา เรียกว่ารัฐกันชน นำข้าราชการประจำมาตอบคำถามการอภิปราย ทำให้บทบาทรัฐมนตรีน้อยมาก
ส่วนฝ่ายค้านยังอยู่ในมาตรฐานเดิม ไม่มีอะไรที่โดดเด่นกว่าครั้งก่อน อาจใช้แคมเปญรณรงค์ที่ดูทันสมัยมากขึ้น แต่ในเชิงเนื้อหาแล้วมาตรฐานยังเท่าเดิม แตที่ดีขึ้นคือการทำหน้าที่ของวิปฝ่ายค้าน การจัดสรรเวลาหรือคิวการอภิปราย ไม่ไปเบียดบังเวลากันเอง ดูลงตัวมากขึ้น ต่างจากการอภิปรายครั้งแรก
แต่หมัดน็อกไม่มี ทั้งที่ประชาชนรอฟังเรื่องเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน ที่เป็นปัญหาใหญ่และเปรียบเสมือนแดนสนธยา ทุกคนไม่เคยรู้เลยว่าค่าไฟที่เพิ่มขึ้นเพราะอะไร ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นทั้งๆที่ตลาดโลกลดราคาลงแล้วเพราะอะไร ฝ่ายค้านอภิปรายบ้าง แต่ยังไม่มีข้อมูลหรือคำตอบที่เด่นชัดทำให้สังคมสนใจหรือเกิดกระแส รัฐบาลก็ไม่ได้ตอบให้เกิดความชัดเจนแม้แต่น้อย